
เปิดโจทย์พลังงานญี่ปุ่นในงาน Gastech2026 เมื่อ AI บีบให้ต้องเลือก “เชื้อเพลิง” ใหม่
เวที Gastech 2026 เปิดบทเรียนญี่ปุ่น เมื่อ AI และ Data Center ดันความต้องการไฟฟ้าพุ่ง ประเทศต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ ระหว่างความมั่นคง ต้นทุน และเป้าหมายลดคาร์บอน
KEY
POINTS
- การเติบโตของ AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นและต้องการความมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเปลี่ยนโจทย์ด้านพลังงานของญี่ปุ่นจากการมุ่งลดการใช้ไฟฟ้าไปสู่การหาแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้และเพียงพอ
- ญี่ปุ่นไม่ได้เลือกเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ต้องสร้างสมดุลของพลังงานผสมผสาน (Energy Mix) ที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียน, นิวเคลียร์, LNG และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำใหม่ๆ เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง (Reliable), ราคาเข้าถึงได้ (Affordable) และยั่งยืน (Sustainable)
- นอกเหนือจากเชื้อเพลิง ญี่ปุ่นยังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าที่ล้าสมัย และการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่กำลังเกษียณ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอนาคต
ญี่ปุ่นเร่งปรับเกมพลังงาน รับ AI–Data Center ดันไฟฟ้าพุ่ง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “สะอาด” แต่ต้องมั่นคง 24 ชั่วโมง
ในงาน Gastech 2026 หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองของ Japan Energy Theatre คือ "แรงกดดัน" จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์ร่วมของระบบพลังงานทั่วโลก
เมื่อความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องการความมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นจึงต้องปรับโจทย์จากเดิมที่มุ่งเน้นลดการใช้ไฟฟ้า ไปสู่การเตรียมกำลังผลิต โครงข่าย และโครงสร้างพลังงานให้เพียงพอรองรับความต้องการใหม่ โดยยังต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน
โดยประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาหารือในเวที “Fuel choice under pressure: Utilities, resilience and Japan’s evolving power mix” ในโซน Japan Energy Theatre ของงาน Gastech 2026 ที่ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569
โดยมุ่งหารือถึงการตัดสินใจด้านเชื้อเพลิงของสาธารณูปโภคญี่ปุ่น ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของตลาดพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการหาสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบ ต้นทุน และการลดการปล่อยคาร์บอน
เวทีเสวนาดำเนินรายการโดย Joshua Ngu รองประธานและหัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Wood Mackenzie ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน ก๊าซ LNG และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Joseph Bauer, Senior Advisor - Indo-Pacific, Export-Import Bank of the United States
Akira Yabumoto, Executive Officer - Strategy for International Energy Markets & Policy, J-POWER; Ryoko Aoyagi, Japan Country President, Schneider Electric และ Takehiko Kikuchi, APAC Chief Regional Officer, Mitsubishi Heavy Industries
โจทย์ใหญ่ 24/7 Reliability เมื่อความเสถียรสำคัญไม่แพ้ความยั่งยืน
Takehiko Kikuchi (APAC Chief Regional Officer จาก Mitsubishi Heavy Industries) ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของ AI และ Data Center จำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีหยุดพัก
ส่งผลให้ "ความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพ" (Reliability) ของระบบกลายเป็นโจทย์วิกฤตที่ไม่สามารถมองข้ามได้ โดยเน้นย้ำว่า "AI และศูนย์ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้ความต้องการไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากศูนย์ข้อมูลต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงปริมาณมากตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ความเสถียรน่าเชื่อถือกลายเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ความยั่งยืน"
ตลาดระยะสั้นไม่พอ ต้องสร้างแรงจูงใจลงทุนระยะยาว
อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาในเวทีคือ การลงทุนในกำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว เพราะตลาดไฟฟ้าระยะสั้นอาจไม่สามารถสร้างสัญญาณราคาที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีต้นทุนสูงและใช้เวลาพัฒนานาน
Akira Yabumoto, Executive Officer - Strategy for International Energy Markets & Policy, J-POWER กล่าวว่า ตลาดระยะสั้นในปัจจุบันไม่สามารถให้สัญญาณการลงทุนได้เพียงพอ จึงทำให้กลไก Long-Term Decarbonization Power Source Auction (LTDA) มีความสำคัญในการสร้างความมั่นคง ลดความเสี่ยง และส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานระยะยาว
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับกลไกของญี่ปุ่นที่เปิดประมูลแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำระยะยาว โดยหน่วยงานกำกับดูแลตลาดไฟฟ้าและก๊าซของญี่ปุ่นระบุว่า LTDA มีเป้าหมายสนับสนุนการลงทุนในแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำและสร้างกลไกติดตามผลตอบแทนจากตลาดอื่นของโครงการที่ได้รับการคัดเลือก
ด้าน Joseph Bauer, Senior Advisor - Indo-Pacific, Export-Import Bank of the United States ให้มุมมองว่า การมี LTDA ช่วยสร้างระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน เพราะสะท้อนการสนับสนุนจากภาครัฐและสามารถช่วยเปิดทางให้เงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
“กริดเก่า–คนเกษียณ” กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของระบบไฟฟ้า
นอกจากกำลังผลิตแล้ว อีกโจทย์ที่ถูกเน้นในเวทีคือ "โครงข่ายไฟฟ้า" เพราะการเพิ่ม Data Center และแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่จะเพิ่มความซับซ้อนให้กับระบบส่งและระบบจำหน่าย
และอีกหนึ่งปราการสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้า โดย Ryoko Aoyagi (Japan Country President จาก Schneider Electric) เตือนถึงความเสี่ยงของโครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้ระบบบริหารจัดการการกระจายไฟฟ้า (DMS) ตั้งแต่ยุคปี 1990 ว่า
ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งยกระดับไปสู่ระบบ ADMS (Advanced Distribution Management System) ขั้นสูงโดยด่วน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหารุนแรงตามมา เมื่อวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญยุคเก่าทยอยเกษียณอายุ และเพื่อรองรับระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เชื่อมโยงกับปัญหาบุคลากรด้วย เพราะอุตสาหกรรมไฟฟ้าญี่ปุ่นกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านของกำลังคน เมื่อวิศวกรและผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์จากระบบเดิมทยอยเกษียณ ทำให้การยกระดับระบบดิจิทัลและการถ่ายทอดองค์ความรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงด้านไฟฟ้า
จาก “Energy Transition” สู่โจทย์ 3 สมดุล
ภาพรวมจากเวที Fuel choice under pressure จึงสะท้อนว่าโจทย์พลังงานของญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า “จะลดคาร์บอนได้เร็วแค่ไหน” ไปสู่คำถามที่ซับซ้อนขึ้นว่า จะสร้างระบบไฟฟ้าที่สะอาด มั่นคง และมีต้นทุนที่แข่งขันได้อย่างไร ในวันที่ความต้องการไฟฟ้ากำลังกลับมาเพิ่มขึ้น
Takehiko Kikuchi สรุปประเด็นนี้ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีทั้งความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ พร้อมชี้ว่าระบบพลังงานในอนาคตจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ Reliable, Affordable และ Sustainable ไปพร้อมกัน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบนโยบาย S+3E ของญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความมั่นคงทางพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และความสอดคล้องด้านสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าต้องหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแหล่งพลังงานหรือเชื้อเพลิงใดมากเกินไป และมุ่งสร้างโครงสร้างพลังงานที่มีความสมดุล
ดังนั้น สำหรับญี่ปุ่นในยุค AI “Fuel choice” จึงไม่ได้หมายถึงการเลือกเชื้อเพลิงเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการออกแบบระบบพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่ LNG นิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีลดคาร์บอน ไปจนถึงสายส่ง ระบบดิจิทัล กลไกตลาด และเงินลงทุนระยะยาว เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้ารูปแบบใหม่ได้โดยไม่แลกความมั่นคงของระบบกับเป้าหมายลดคาร์บอน
สำหรับการจัดสมดุลสัดส่วนพลังงานของญี่ปุ่น วิทยากรในเวทีเห็นร่วมกันว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานหลายรูปแบบควบคู่กัน โดย Takehiko Kikuchi (Mitsubishi Heavy Industries) ชี้ว่า
พลังงานหมุนเวียนมีความจำเป็นต่อการลดการปล่อยคาร์บอน แต่มีข้อจำกัดด้านความผันผวนและไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา ทำให้ก๊าซธรรมชาติหรือ LNG ยังคงมีบทบาทเป็นแหล่งพลังงานที่มีความยืดหยุ่น สามารถเข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าในช่วงที่การผลิตจากพลังงานหมุนเวียนไม่เพียงพอ
ด้าน Akira Yabumoto (J-POWER) กล่าวถึงบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ว่า เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและมีต้นทุนการเดินเครื่องในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม การกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (Restarts) ที่หยุดดำเนินการยังเผชิญกระบวนการที่ซับซ้อน ทั้งด้านความปลอดภัย การอนุมัติ ต้นทุน และระยะเวลา อีกทั้งนิวเคลียร์ยังขาดความยืดหยุ่นในการปรับกำลังการผลิต (not very flexible) ทำให้ยังต้องพึ่งพาพลังงานยืดหยุ่นรูปแบบอื่นควบคู่กัน
ขณะที่เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำรูปแบบใหม่ ทั้ง ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ถูกมองว่า เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
โดย Kikuchi เน้นว่าทคโนโลยีไฮโดรเจน แอมโมเนีย และ CCUS จะสำเร็จได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ให้ครบวงจร เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้งาน ให้ต้นทุนลดลงและมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ (economically viable)
ภาพรวมจากการอภิปรายจึงสะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เผชิญโจทย์การเลือกแหล่งพลังงานเพียงชนิดเดียว แต่ต้องออกแบบ Energy Mix ที่นำจุดแข็งของแต่ละแหล่งพลังงานมาเสริมกัน โดยพลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์มีบทบาทต่อการลดคาร์บอน
ขณะที่ LNG ช่วยเติมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบ ส่วนเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำใหม่จะต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานควบคู่กัน







