
“ปกรณ์” จี้รื้อระบบราชการครั้งใหญ่ ลดขั้นตอน-เวลาบริการประชาชน 30%
“ปกรณ์” ชูแนวคิดยกระดับประสิทธิภาพระบบราชการ รื้อกระบวนงาน-เชื่อมฐานข้อมูล ลดงานซ้ำซ้อน ใช้เทคโนโลยีแทนงาน ตั้งเป้าลดเวลาบริการประชาชน 20-30%
KEY
POINTS
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้มีการพัฒนาระบบราชการครั้งใหญ่ โดยเน้นการลงมือปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- การปรับปรุงมุ่งเน้นการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนารูปแบบบริการเป็นแบบ “จุดเดียวจบ” ลดภาระประชาชน
- ตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน คือการลดระยะเวลาในการให้บริการประชาชนลงอย่างน้อย 20–30% เพื่อให้ประชาชนติดต่อราชการได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และโปร่งใสมากขึ้น
“รองนายกฯ ปกรณ์” ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน-เชื่อมข้อมูล ลดภาระประชาชน ยกระดับขีดความสามารถประเทศ
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 สถานีโทรทัศน์ NBT เผยแพร่รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เป็นครั้งแรก โดยสัมภาษณ์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการไทย
ท่ามกลางความท้าทายจากการค้าโลก ระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และอัตราเกิดที่ลดลง ซึ่งหลายประเทศกำลังเร่งปรับระบบภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทน “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มานานและมีภาพของความไม่สำเร็จ
โดยที่ผ่านมาแม้มีการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน และจัดทำนโยบายหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นโจทย์สำคัญครั้งนี้คือการลงมือปรับกระบวนงานให้เกิดผลจริง
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงสร้างงบประมาณเป็นอีกประเด็นที่ต้องเร่งแก้ โดยปัจจุบันรายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 73% ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ราว 20%
หากภาครัฐลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ จะช่วยเปิดพื้นที่ให้เพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็นประมาณ 30% เพื่อใช้พัฒนาประเทศและรับมือความท้าทายในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มจากการ “ลดจำนวนข้าราชการ” แต่ต้องเริ่มจากการทบทวนภารกิจของแต่ละหน่วยงานว่ามีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้
โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า “ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ”
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
นายปกรณ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีควรเข้ามาทดแทน “งาน” บางประเภท ไม่ใช่ทดแทน “คน” เช่น การใช้ระบบสารบรรณดิจิทัลแทนการส่งเอกสารด้วยแฟ้มระหว่างหน่วยงาน พร้อมนำประสบการณ์จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ มาทบทวน โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่พบว่าหลายขั้นตอนซึ่งเคยมองว่าจำเป็น สามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้เมื่อใช้เทคโนโลยีและการทำงานจากที่ใดก็ได้
ด้านโครงสร้างภาครัฐ นายปกรณ์เสนอว่า เมื่อมีภารกิจใหม่ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจและดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน
เพื่อลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมากและเพิ่มความคล่องตัว ขณะเดียวกันกำลังคนภาครัฐประมาณ 3 ล้านคนควรบริหารตามลักษณะงานของแต่ละวิชาชีพ ไม่ควรใช้ระบบเดียวกันทั้งหมด โดยประเมินจากปริมาณงานและคุณภาพผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ
สำหรับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล นายปกรณ์เห็นว่าต้องเดินหน้าสู่ “ภาครัฐระบบเปิด” (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต้องเชื่อมโยงกัน
และประชาชนสามารถติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้บริการรวดเร็วขึ้น เพิ่มความโปร่งใส และลดโอกาสการทุจริต
ขณะเดียวกัน รูปแบบบริการประชาชนควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วน ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องยื่นข้อมูลเดิมซ้ำหลายครั้งหรือติดต่อหลายหน่วยงานเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว
แต่ควรได้รับบริการแบบ “จุดเดียวจบ” โดยให้หน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง
นายปกรณ์ยังเสนอให้พิจารณาระบบบริการ “Fast Track” ที่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ที่ต้องการบริการรวดเร็ว เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบและลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ รวมถึงปรับปรุงกฎหมาย
โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้ปรับแก้ได้ทันต่อสถานการณ์
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาการให้บริการ ซึ่งควรลดลงอย่างน้อย 20–30% หลังการปรับกระบวนงานและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้
ตัวชี้วัดสำคัญคือประชาชนติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการที่รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น
ท้ายที่สุด การพัฒนาระบบราชการครั้งนี้ไม่ควรจบลงที่ข้อเสนอหรือรายงาน แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาบุคลากร และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ เพื่อช่วยลดภาระรายจ่ายประจำ เพิ่มงบลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ







