
แห่หนีซบบัตรทองพึ่งยาแพง
โพสต์ทูเดย์
— สปสช.แบกภาระหนัก ผู้ประกันตนแห่ลาออกจากงานขอใช้สิทธิบัตรทองเข้าถึงยาแพงนพ.ปรีดา แต้อารักษ์ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สปสช. ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้องขยายบริการแก่ผู้ป่วยหนักที่เป็นโรคค่าใช้จ่ายสูง อาทิ โรคมะเร็ง หัวใจ ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในจำนวนนี้มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมได้ลาออกจากบริษัทเพื่อขอใช้สิทธิบัตรทองเพราะเข้าถึงยาได้มากกว่าประกันสังคม
ทั้งนี้ เช่น การรับยากดภูมิต้านทานในกรณีเป็นไตวายก่อนเข้าประกันสังคม หรือผู้ป่วยต้องรับภาระจ่ายค่ายากระตุ้นเม็ดเลือดแดงในส่วนเกินที่โรงพยาบาลเรียกเก็บจากประกันสังคม ต่างกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่พยายามลดต้นทุนค่ายาและไม่เรียกเก็บเงินผู้ป่วย
นายสุบิน นกสกุล ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ค่ายาโรคไตในระบบประกันสังคมแพงกว่าบัตรทองหลายเท่าตัว เช่น ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ประกันสังคมจ่ายค่ายาให้โรงพยาบาลในสังกัดแพงกว่า สปสช. จัดซื้อ อาทิ ยายี่ห้อ Eprex หรือ Erypo บริษัทขายให้ สปสช. ตกเข็มละ 370 บาท แต่ประกันสังคมกำหนดราคากลางอยู่ที่ 1,450 บาท ผู้ป่วยเบิกได้ 750 บาท ที่เหลือต้องจ่ายเพิ่มเติม หรือยายี่ห้อ Eporon ขายให้ สปสช. เข็มละ 210 บาท แต่ประกันสังคมต้องจ่าย 650 บาท
อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยประกันสังคมต้องจ่ายค่ายากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงสูงกว่าบัตรทองกว่า 200 ล้านบาทต่อปี และผู้ป่วยต้องจ่ายค่ายาเพิ่มมากกว่าปีละ 50 ล้านบาท ทำให้มีผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เนื่องจากต้องรอการอนุมัติการปลูกถ่ายไตจากคณะกรรมการในระบบประกันสังคมเป็นเวลานาน ขณะที่ค่ายากดภูมิต้านทานสำหรับปลูกไตตกเดือนละ 23 หมื่นบาท
ดังนั้น ระบบประกันสังคมต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบหรือสามารถใช้สิทธิบัตรทองแทนได้







