posttoday
3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านชำแหละวิกฤตศรัทธาไทย ปมสว.ลามสู่กลไกตรวจสอบทั้งระบบ

3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านชำแหละวิกฤตศรัทธาไทย ปมสว.ลามสู่กลไกตรวจสอบทั้งระบบ

29 สิงหาคม 2569

อภิสิทธิ์ ชลน่าน และชัยธวัช มองวิกฤต สว.ต่างกัน ทั้งการกินรวบ องค์กรตรวจสอบอ่อนแอ และโครงสร้างที่ต้องรื้อ พร้อมจี้ กกต.นำคดีขึ้นสู่ศาล หวังคืนความเชื่อมั่น

KEY

POINTS

  • อดีตผู้นำฝ่ายค้าน 3 คนเห็นตรงกันว่าปัญหา สว. ได้ลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทั้งระบบ ตั้งแต่องค์กรอิสระไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม
  • วิกฤตมีต้นตอจากบทบาทของ สว. ในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ซึ่งเมื่อ สว. ขาดความเป็นกลาง อาจเปิดช่องให้เครือข่ายการเมืองเข้าครอบงำกลไกตรวจสอบและนำไปสู่การ "กินรวบประเทศ"
  • ข้อเสนอแนวทางแก้ไขมีหลากหลาย ตั้งแต่การยืนหยัดใช้กลไกตรวจสอบตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไปจนถึงการเสนอแก้รัฐธรรมนูญและตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการมีวุฒิสภา

อดีตผู้นำฝ่ายค้าน 3 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และนายชัยธวัช ตุลาธน ร่วมสะท้อนวิกฤตความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยและระบบตรวจสอบ สว. บนเวทีเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 โดยเห็นตรงกันว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ที่การทุจริตของบุคคล แต่ลุกลามเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจเปิดทางให้เครือข่ายการเมืองครอบงำองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม

 

แม้ทั้ง 3 คนจะเห็นพ้องว่าระบบการเมืองกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง แต่มีมุมมองต่อสาเหตุและแนวทางแก้ไขแตกต่างกัน ตั้งแต่การป้องกันการกินรวบประเทศ การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไปจนถึงการแก้รัฐธรรมนูญและตั้งคำถามถึงความจำเป็นของวุฒิสภา

 

นายอภิสิทธิ์มองว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาอยู่ที่การย้ายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากรัฐสภาไปสู่องค์กรอิสระ โดยมีวุฒิสภาเป็นจุดเชื่อมสำคัญในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรเหล่านั้น แต่เมื่อ สว.ขาดความเป็นกลางและสร้างเครือข่ายอำนาจของตนเอง กลไกที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบจึงอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจเสียเอง

นายอภิสิทธิ์ยกแบบจำลองการ “กินรวบประเทศ” ว่า หากพรรคการเมืองหรือเครือข่ายใดควบคุมได้ทั้งรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ก่อนส่งบุคคลในเครือข่ายเข้าไปครอบงำองค์กรอิสระ ประเทศจะเข้าสู่วงจรที่ปราศจากการตรวจสอบอย่างแท้จริง และอาจลุกลามไปถึงกระบวนการยุติธรรม

 

ทางออกในมุมของนายอภิสิทธิ์ คือการใช้เครื่องมือตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง แม้การตรวจสอบในช่วงแรกอาจยังไม่เห็นผล โดยย้ำหลักคิดว่า ไม่มีใครสามารถดำรงอยู่บนความไม่ถูกต้องได้อย่างยั่งยืน ฝ่ายค้านและประชาชนจึงต้องไม่ยอมแพ้ต่อระบบที่บิดเบี้ยว

 

  อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

ด้าน นพ.ชลน่านมองว่า วิกฤตความเชื่อมั่นกับระบบตรวจสอบที่อ่อนแอเป็นปัญหาในลักษณะ “ไก่กับไข่” ซึ่งส่งผลกระทบต่อกัน เมื่อกลไกตรวจสอบถูกทำให้อ่อนแอเพื่อประโยชน์ของคนเฉพาะกลุ่ม ประชาชนย่อมหมดศรัทธา ขณะที่ความเสื่อมศรัทธาก็อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

 

นพ.ชลน่านยังแสดงความกังวลต่อภาวะเพิกเฉยของสังคม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายอำนาจผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเปิดเผย แต่กลับไม่ได้รับแรงต่อต้านจากสังคมในระดับเดียวกับอดีต สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าความผิดปกติอาจกำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ

 

สำหรับคดีฮั้วเลือก สว. นพ.ชลน่านเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยึดเกณฑ์ตามกฎหมาย หากมี “เหตุอันควรเชื่อได้ว่า” เกิดการทุจริต ก็ควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีหลักฐานแน่นหนาจนปราศจากข้อสงสัย เพราะการวินิจฉัยความผิดเป็นอำนาจของศาล

 

  นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

 

ขณะที่นายชัยธวัชมุ่งตรวจสอบพฤติกรรมขององค์กรอิสระโดยตรง พร้อมยกกรณี กกต.เตรียมดำเนินคดีกับผู้เปิดเผยเอกสารสำนวนสอบสวนภายใน โดยเห็นว่าการที่ประชาชนนำข้อมูลออกมาเปิดเผย ไม่ใช่ต้นเหตุของวิกฤตศรัทธา แต่เป็นผลจากการที่สังคมไม่เชื่อมั่นว่าองค์กรตรวจสอบจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

นายชัยธวัชเรียกร้องให้ กกต.ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือก สว.จำนวน 229 คนต่อศาล พร้อมนำหลักฐานเส้นทางการเงินจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมารวมไว้ในสำนวน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบครอบคลุมและลดปัญหาเอกสารรั่วไหล

 

นอกจากนี้ นายชัยธวัชยังตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีวุฒิสภาต่อไปหรือไม่ พร้อมเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในลักษณะ “1 ประเด็น 1 ฉบับ” เพื่อนำเรื่อง สว.เข้าสู่การอภิปรายในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลและกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานอย่างโปร่งใส

 

ชัยธวัช ตุลาธน

 

เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข้อเสนอของอดีตผู้นำฝ่ายค้านทั้ง 3 คนครอบคลุมแนวทางแก้ปัญหา 3 ระดับ ได้แก่ การยืนหยัดตรวจสอบผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และการปรับโครงสร้างทางการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มอำนาจใดเข้าครอบงำระบบตรวจสอบ

 

วิกฤตความเชื่อมั่นต่อการตรวจสอบ สว.จึงไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา แต่เป็นคำถามถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม และระบบถ่วงดุลอำนาจโดยรวม ซึ่งต้องอาศัยทั้งการเปิดเผยความจริง การบังคับใช้กฎหมาย และแรงกดดันจากประชาชนเพื่อฟื้นศรัทธากลับคืนมา

ข่าวล่าสุด

ปันโลหิตให้น้อง บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วยธาลัสซีเมียในเด็ก

ปันโลหิตให้น้อง บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วยธาลัสซีเมียในเด็ก