posttoday
วิกฤต 4 คอขวดขนส่งทางทะเลสะเทือนโลก ไทยปรับใหญ่สู่ Just-in-Case

วิกฤต 4 คอขวดขนส่งทางทะเลสะเทือนโลก ไทยปรับใหญ่สู่ Just-in-Case

29 สิงหาคม 2569

หอการค้าไทย-จีนเตือนวิกฤต 4 คอขวดขนส่งทางทะเลกระทบโลจิสติกส์โลก ชี้ไทยต้องเร่งปรับซัพพลายเชน ผสานระบบรางเชื่อม Belt and Road ลดต้นทุนระยะยาว

การขนส่งทางทะเลนับเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80-90 ของปริมาณการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์บริเวณ 4 จุดยุทธศาสตร์ทางทะเล ความเปราะบางในจุดใดจุดหนึ่งสามารถก่อให้เกิดผลกระทบ Domino Effect ต่อระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกได้อย่างรุนแรง

 

วิกฤตดังกล่าวเริ่มต้นที่ช่องแคบมะละกา ซึ่งรองรับการค้าโลกร้อยละ 30 หากเกิดการชะงักงัน เรือพาณิชย์จะต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังช่องแคบซุนดาหรือลอมบอก ทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้น 3-7 วัน ขณะเดียวกัน วิกฤตคลองสุเอซและทะเลแดงได้บังคับให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มระยะทางกว่า 3,500 ไมล์ทะเลและยืดเวลาขนส่งออกไปอีก 10-17 วัน ส่งผลให้ตู้สินค้าหมุนเวียนไม่ทันและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในซีกโลกตะวันตก คลองปานามากำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้ง ส่งผลให้เรือต้องอ้อมแหลมฮอร์น เพิ่มระยะเวลาเดินทางถึง 15-20 วัน นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานกว่าร้อยละ 20 ของโลก ก็ถูกจำกัดการเดินเรืออย่างหนัก โดยพบว่ามีเรือผ่านได้เพียง 7 ลำต่อวัน จากสภาวะปกติที่มีมากกว่า 130 ลำต่อวัน

 

วิกฤตเหล่านี้กระทบต่อประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึงร้อยละ 50-60 ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 13.4-13.8 ของ GDP ปัญหาหลักประการหนึ่งเกิดจากการที่ระบบขนส่งไทยพึ่งพาทางถนนมากถึงร้อยละ 42.8 ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานสูง

 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบการขนส่งสู่ระบบรางและทางน้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนระยะที่ 2 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 จะช่วยลดเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงหนองคายเหลือเพียง 3.5 ชั่วโมง ระบบนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกสินค้าเกษตรผ่าน Cold Chain ไปยังจีนได้ภายใน 2-3 วัน และสามารถเชื่อมต่อไปยังยุโรปได้ใน 15-20 วัน

 

ท่ามกลางความผันผวนของโลก ภาคธุรกิจไทยควรปรับกลยุทธ์จากการบริหารสินค้าคงคลังแบบ Just-in-Time สู่แนวคิด Just-in-Case เพื่อกระจายความเสี่ยง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ Data Analytics ควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง CBAM และเป้าหมาย Net-Zero จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

ปันโลหิตให้น้อง บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วยธาลัสซีเมียในเด็ก

ปันโลหิตให้น้อง บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วยธาลัสซีเมียในเด็ก