posttoday
‘ภคมน’ จี้ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’-ฮั้วสอบท้องถิ่น ‘วรศิษฐ์’ ยันตรวจเข้ม

‘ภคมน’ จี้ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’-ฮั้วสอบท้องถิ่น ‘วรศิษฐ์’ ยันตรวจเข้ม

25 มิถุนายน 2569

‘ภคมน’ บี้ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ย้ายข้าราชการภูเก็ต ซักเดือดฮั้วสอบท้องถิ่น ซัดปล่อยเงียบหาย-ไร้ผลสอบ ด้าน ‘วรศิษฐ์’ ยันทุกเรื่องอยู่ระหว่างตรวจสอบ

25 มิ.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกรณีการโยกย้ายข้าราชการในจังหวัดภูเก็ต และกรณีทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ วรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน

 

ภคมนระบุว่าเรื่องการโยกย้ายที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโยกย้ายใหญ่แบบนี้ ถ้าจะมีก็ต้องมีความผิดเป็นที่ประจักษ์และใหญ่โตจริง ความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของภูเก็ต แต่ส่งผลกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อภาพลักษณ์และทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในการลงทุนในภูเก็ต เพราะกลัวจะไปทับเส้นอิทธิพลและผลประโยชน์ของใครเข้า

 

ส่วนกรณีอธิบดีกรมการปกครองพิมพ์ LINE หาปลัดจังหวัดภูเก็ตให้ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ วันนี้ปลัดภูเก็ตที่ถูกย้ายมาสอบวันนี้ย้ายกลับไปแล้ว ฐานความผิดอะไรก็ไม่เปิดเผย เรื่องนี้ควรมีการตั้งกรรมการสอบที่มาที่ไปของข้อความ 

ส่วนเรื่องปลัดอำเภอถลางพิมพ์แชต LINE เข้าไปในกลุ่ม LINE อส. จังหวัดภูเก็ต ให้ช่วยสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยในช่วงใกล้เลือกตั้ง เรื่องนี้ก็เงียบไปเช่นกัน และล่าสุดเรื่องการถูกจับการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประชาชนรู้ว่าเรื่องนี้มีมานานแล้ว แต่เพิ่งมีการทำงานเชิงรุกของ ป.ป.ช. ทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในรอบหนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ทุกเรื่องมุ่งไปที่กระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น และตนไม่อยากให้เรื่องนี้จบเหมือนกัน คือเริ่มต้นด้วยท่าทีที่ขึงขังแต่ท้ายก็เงียบไป

 

ภคมนกล่าวต่อไปว่าคำถามของตนวันนี้คือสรุปแล้วกรณีแชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ จะปล่อยผ่านใช่หรือไม่ ผู้แทนจาก ป.ป.ช. ให้ความเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ว่าผู้บังคับบัญชาละเลยไม่สอบเรื่องนี้อาจมีความผิดทางวินัยได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ รองอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงในกรรมาธิการฯ ถึง 2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่มีการตั้งกรรมการสอบใดๆ ทั้งที่เมื่อเป็นข่าวใหม่ๆ นายกรัฐมนตรีขึงขังว่าจะมีการตั้งกรรมการสอบ

 

คำถามต่อมา การโยกย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ภูเก็ต รองผู้ว่าฯ ถูกกล่าวหาว่าได้รับผลประโยชน์และเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล แต่วันนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบใดๆ 

‘ภคมน’ จี้ปม ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’-ฮั้วสอบท้องถิ่น ‘วรศิษฐ์’ ยันตรวจเข้ม

“คำถามคือ รัฐมนตรียืนยันได้หรือไม่ว่ากระทรวงมหาดไทยวันนี้ยังยึดหลักธรรมาภิบาลในการโยกย้าย ไม่เช่นนั้นแทนที่ข้าราชการจะถือคติที่ว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน มันจะกลายเป็นว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” ภคมนกล่าว

 

วรศิษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า เรื่องอธิบดีกรมการปกครอง มีการออกคำสั่งให้ข้าราชการ 5 คนไปช่วยราชการ เนื่องจากมีการร้องเรียนเข้ามา มีคนมุ่งเป้าว่าการออกคำสั่งเป็นเรื่องการเมือง แต่ตามระเบียบไม่ได้เป็นการย้ายขาด เป็นเพียงการส่งไปช่วยราชการเพื่อตรวจสอบ ให้โอกาสในการพิสูจน์ตนเอง สอบเสร็จเร็วก็คืนกลับพื้นที่ กรมการปกครองได้สรุปผลการสอบทั้งหมดและเสนอทางปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อดำเนินการต่อแล้ว 

 

ส่วนเรื่องแชต LINE ของอธิบดีกรมการปกครอง วรศิษฐ์กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้นโยบายในการตรวจสอบไปแล้ว และสำนักปลัดฯ ก็กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ล่าสุดมีการสั่งให้ทำหนังสือชี้แจง หลังจากนี้คืออำนาจของปลัดกระทรวงฯ ที่จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร

 

วรศิษฐ์กล่าวต่อไปว่า กรณีการโยกย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ สิ่งที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ในข้อเท็จจริงคือ ความแตกแยกที่เกิดขึ้น เกิดปัญหาในการทำงานร่วมกันของข้าราชการระดับสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะพูดหรือปกป้องตัวเอง ในการประชุมของกระทรวงมหาดไทยล่าสุด รัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้มีการกล่าวหาว่าใครมีหรือไม่มีความผิด อยู่ในกระบวนการที่จะต้องตรวจสอบต่อไป

 

“แต่สภาพการอยู่ด้วยกันในลักษณะแบบนี้ ในขณะที่จังหวัดภูเก็ตมีปัญหารุมเร้ามากมาย เพราะฉะนั้น มันรอไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนการตั้งกรรมการสอบ ก็เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านรัฐมนตรีฯ ก็ให้นโยบายให้ไปตรวจสอบแล้ว หลังจากนี้ก็ต้องติดตามว่าท่านปลัดได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร”

 

วรศิษฐ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ใบอนุญาตโรงแรมที่เป็นปัญหาใหญ่ของภูเก็ต และเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้เกิดการรีดไถในพื้นที่ ออกใบอนุญาตได้เพียงปีละ 40 ใบ วันนี้คนทำงานชุดใหม่ภายใน 2 อาทิตย์ ออกได้ 20 ใบแล้ว คาดว่าใบอนุญาตที่คั่งค้างอยู่ที่จังหวัดตั้งแต่ปี 2561 จนถึงตอนนี้ราว 400-500 ใบ จะจัดการเสร็จภายในกรอบ 4-5 เดือน นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือสถานบริการให้กระทำได้ถูกกฎหมายด้วย

 

ทางด้านภคมนได้ถามกระทู้ต่อ ว่าสรุปคือกรณีแชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ รัฐมนตรีได้มอบนโยบายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบ 

 

“เรื่องรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯ ย้ายเพราะขัดแย้งกัน ทำงานไม่ได้ แต่ดิฉันยืนยันว่ายังไงต้องมีการตั้งกรรมการสอบ ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร มันจะบอกให้ว่าแค่ท่านใช้ดุลพินิจในการที่บอกว่าเขาไม่ลงรอยกัน ทำงานกันไม่ได้อย่างไร ดิฉันคิดว่าสังคมไม่น่าจะรับฟังได้ขนาดนั้น”

 

ภคมนย้ำว่า ถ้าจะให้ประชาชนรับฟังได้ก็ต้องทำให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา เป็นกระบวนการที่ประชาชนรับรู้และเข้าใจได้ วันที่ย้ายสาธารณะรับรู้ วันที่ย้ายเสร็จแล้วสาธารณะก็ควรต้องรับรู้เช่นกัน ว่าขั้นตอนกระบวนการเป็นไปอย่างไร

 

นอกจากนี้ ภคมนยังถามถึงกรณีที่เป็นข่าวใหญ่ คือการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ ที่มีเม็ดเงินสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมาพบหลักฐานมากขึ้น ล่าสุดมีคลิปเสียงที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีช่วยฯ ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชนไปแล้ว ต่อให้บอกว่าเป็นเรื่องของข้าราชการระดับสูง แต่ถ้าไม่มีฝ่ายการเมืองรู้เห็นเป็นใจเรื่องนี้คงไม่อุกอาจขนาดนี้

 

ภคมนตั้งคำถามต่อว่า การหาคนผิดมาลงโทษเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป จะสาวไปได้ไกลแค่ไหน ฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้องแค่ไหน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องพิสูจน์กับประชาชน แสดงความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้ได้ แต่สิ่งที่อยากรู้คือ วันนี้ในฐานะที่รัฐมนตรีเป็นฝ่ายที่กำหนดนโยบาย ได้มีการคิดไปข้างหน้าไว้อย่างไร และรัฐมนตรีคิดว่าการทุจริตครั้งนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับระบบราชการไทยบ้าง  เพราะภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทย เราได้เห็นระบบอุปถัมภ์ขนาดใหญ่มาก

 

“ท่านจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของกระทรวงมหาดไทย ระบบราชการไทย ให้กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังนำไปสู่วิกฤตศรัทธาของรัฐบาลชุดนี้ วันนี้ต้องมองให้ออกก่อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของบุคคลและปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่เอื้อให้คนพร้อมจะทุจริต”

 

ทางด้านวรศิษฐ์ตอบคำถามโดยระบุว่า การทุจริตการสอบที่ภคมนระบุว่ามีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นไม่สามารถทำขบวนการใหญ่ได้ขนาดนี้ มีทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ในปี 2567 มีการรับข้อมูลที่ไม่ดีว่าการสอบคัดเลือกท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการให้นโยบาย รวมไปถึงตั้ง 5 หน่วยงานตรวจสอบ เพื่อจับตากระบวนการสอบที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และได้มีการให้นโยบายในเรื่องกระบวนการสอบว่าต้องมีความรัดกุม จึงเป็นที่มาที่ใน TOR มีการระบุไว้ ให้มีมาตรฐานการป้องกันรวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ

 

จึงจะเห็นว่าวันนี้ ป.ป.ช. มีการเข้าไปในที่เกิดเหตุ ตัว TOR นี้เองที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น เห็นพฤติการณ์ของกลุ่มผู้กระทำความผิดง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันมาตั้งแต่แรก ถ้าจะบอกว่างานนี้มีกลุ่ม ‘ผู้มากบารมี’ เข้ามาสนับสนุนเกี่ยวข้อง ก็น่าจะเห็นแล้วว่าไม่ได้ผล ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้น

 

วรศิษฐ์กล่าวต่อไปว่าจากนี้สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือการทำงานให้ละเอียดและรวดเร็วที่สุด ตอนนี้มีทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงตำรวจ ที่กำลังทำงานอยู่ และคณะกรรมการกลางก็มีมติให้ตรวจข้อสอบใหม่ควบคู่ไป และย้ำว่า ต่อให้เจอตอก็จะขุดต่อไป

 

“คนที่สอบเข้ามาได้มี 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่สอบมาได้ด้วยความสามารถตัวเอง กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่สอบมาได้ด้วยการทุจริต สิ่งที่เราต้องรักษาไว้ก็คือความยุติธรรมของคนที่ใช้ความสามารถตัวเอง”

 

ส่วนในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการคุยกันมาตั้งแต่สมัยสภาที่แล้ว มีการเสนอแก้กฎหมายในการสอบคัดเลือกท้องถิ่น ให้ปรับรูปแบบไปเป็นแบบท้องถิ่นจัดสอบเอง ระดับแรกอาจอ้างอิงจากการสอบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีการจัดสอบแล้วแทบจะไม่มีเรื่องร้องเรียนการทุจริตเลย ในระดับที่สองท้องถิ่นก็เข้ามาจัดสอบตามตำแหน่งหน้าที่และความรู้ความสามารถที่ต้องการ สัปดาห์หน้าน่าจะเข้าการพิจารณาของวุฒิสภาในวาระ 2 และ 3 เมื่อเสร็จแล้วก็จะไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องแบบนี้อีก

 

จากนั้นภคมนได้ถามกระทู้ในรอบที่ 3 โดยระบุว่า ตนไม่ได้บอกว่ามีผู้มากบารมีมาเกี่ยวข้อง แต่เรื่องนี้ควรจะสาวให้ถึงว่ามีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เป็นการพิสูจน์ความกล้าหาญทางการเมือง 

 

“ดิฉันถามว่า ในฐานะรัฐมนตรี ในฐานะผู้ที่ผลักดันนโยบาย ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลวันนี้ กับเหตุการณ์การทุจริตครั้งใหญ่ในระบบราชการ ท่านเห็นอะไร มันสะท้อนอะไร และท่านคิดไปข้างหน้าอย่างไร เพราะดิฉันเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล มันเป็นปัญหาของโครงสร้าง” ภคมนกล่าว และเสริมต่อว่า

 

“รัฐบาลต้องมองให้เห็นภาพว่าปัญหานี้คือกระจกบานใหญ่ ที่สะท้อนว่ารัฐไทยมีคนในตำแหน่งสูงที่พร้อมจะหากินกับประชาชน การซื้อตำแหน่งในสังคมไทยคือภาพสะท้อนของสังคมที่ปิดตายและกดทับ สังคมที่ไม่สามารถให้ความมั่นคง มั่นใจ และโอกาสกับประชาชนคนธรรมดาได้เลย ว่ามีความเท่าเทียมกับทุกคนในสังคมได้ บีบคั้นให้ประชาชนยอมที่จะสยบและพึ่งพาระบบอุปถัมภ์สีเทาเพื่อความอยู่รอด” 

 

ภคมนยังกล่าวต่อไปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องของการสอบครั้งนี้อย่างเดียว แต่คือปัญหาช่องโหว่โครงสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้คนโกง ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองในการปฏิรูประบบและโครงสร้าง ผู้นำต้องมองให้ขาดและเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องของคนเท่านั้น

 

วรศิษฐ์ตอบว่า ถ้าถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็คิดว่าต้องจัดการให้สิ้นซาก สิ่งที่ภคมนแลกเปลี่ยนมาก็เป็นสิ่งที่เราก็มองเหมือนกัน ทำอย่างไรก็ต้องหาผู้กระทำผิดให้ได้ แต่การทุจริตครั้งนี้เป็นกลุ่มที่มีคนร่วมเยอะ มีความซับซ้อนของการทำงาน จึงต้องให้เวลาทีมทำงาน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความตั้งใจ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการเริ่มจากการให้หน่วยงานเหล่านี้เข้ามาดูแลการสอบครั้งนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปีก่อนแล้ว 

 

“ผมมั่นใจว่าอย่างไรก็เจอตัว ถ้าเจอตอก็ต้องขุด ไม่มีละเว้น” 

ข่าวล่าสุด

CLICX ผนึก NCB ใช้ข้อมูลทางเลือก ปลดล็อกกลุ่มไร้ประวัติเข้าถึงการเงิน

CLICX ผนึก NCB ใช้ข้อมูลทางเลือก ปลดล็อกกลุ่มไร้ประวัติเข้าถึงการเงิน