
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้คดีฮั้ว สว.ถึงด่านชี้ขาด กกต. ต้องยึดเส้นเงิน-โพยตามสำนวน
ดร.ณัฏฐ์ชี้คดีฮั้ว สว.ถึงด่านชี้ขาด กกต.ต้องยึดกฎหมาย-ข้อเท็จจริงในสำนวน ใช้เส้นเงินและโพยเป็นหลักฐานหลัก ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปพิสูจน์ในศาลฎีกาเองตามกระบวนการ
KEY
POINTS
- ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ชี้ว่าคดีฮั้ว สว. ได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
- กกต. ทั้ง 7 คน ต้องยึดพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนเป็นหลัก โดยเฉพาะ "เส้นเงิน" และ "โพย" ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ในการจัดตั้งบล็อกโหวต
- คำวินิจฉัยของ กกต. จะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักฐาน ไม่ใช่กระแสกดดันทางการเมือง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน แสดงความเห็นต่อคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว. ซึ่งอยู่ในชั้นที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก่อนมีมติวินิจฉัยชี้ขาด โดยระบุว่า กกต.ทั้ง 7 คนต้องยึดหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะหลักฐานเรื่อง “เส้นเงิน” และ “โพย” ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการจัดระบบคะแนนหรือบล็อกโหวต
คดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน สว.สำรอง 2 คน และบุคคลอื่นที่ถูกกล่าวหาในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน โดยขณะนี้คดีเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. ซึ่งถือเป็นด่านสุดท้ายของกระบวนการสืบสวนและไต่สวนภายในองค์กร ก่อนที่ กกต.จะมีมติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า กระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้งหรือการเลือกของ กกต. เป็นระบบไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง รับฟังพยานหลักฐาน และวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 รวมถึงฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับคดีเลือกตั้ง สส. หรือการเลือกตั้งท้องถิ่น
ดร.ณัฐวุฒิ ระบุว่า ระบบของ กกต.ถูกออกแบบเป็นหลายชั้น ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนระดับจังหวัดหรือส่วนกลาง ชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ และชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. โดยแต่ละชั้นอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ มติของชั้นที่เหนือกว่าอาจยืนตามความเห็นเดิม ยกคำร้อง กลับความเห็น หรือแก้ความเห็น เช่นเดียวกับแนวทางพิจารณาในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา
สำหรับคดีฮั้ว สว. ดร.ณัฐวุฒิชี้ว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ กกต.จะยึดความเห็นใด ระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ขณะที่เสียงข้างน้อยเห็นควรดำเนินคดีกับ สว. 134 คน ที่เห็นว่าปรากฏพยานหลักฐานชัดเจน
ดร.ณัฐวุฒิเห็นว่า หากยึดตามหลักการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน กกต.ต้องพิจารณาหลักฐานในสำนวนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะ “เส้นเงิน” ที่อาจเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว.ด้วยกัน รวมถึงตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน ตลอดจนพยานเอกสารประเภท “โพย” ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้วางแผนให้ผู้สมัครบางกลุ่มได้รับคะแนนสูงสุด ผ่านการจัดระบบเลือกกันเองและเลือกไขว้ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดร.ณัฐวุฒิ ยอมรับว่า ประเด็นเรื่องโพยยังมีข้อถกเถียง ทั้งกรณีเอกสาร สว.3 และโพยกระดาษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษยึดได้ภายหลัง รวมถึงข้อสังเกตต่อบันทึกของผู้ตรวจการเลือกตั้งบางรายที่จัดทำหลังการเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้ว 2 วัน ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานต้องถูกพิจารณาอย่างละเอียด
ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ที่ประชุมใหญ่ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจบนฐานของพยานหลักฐาน ไม่ใช่กระแสหรือแรงกดดันทางการเมือง เพราะมติครั้งนี้จะกระทบโดยตรงต่อความศรัทธา ความเป็นกลาง และความเชื่อมั่นในองค์กร กกต. หากเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็ควรให้ผู้ถูกกล่าวหาไปต่อสู้และพิสูจน์ตนเองในชั้นศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต.อีกชั้นหนึ่ง
ดร.ณัฐวุฒิย้ำว่า กกต.ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่งจนทำให้องค์กรต้องเสียหาย สิ่งสำคัญที่สุดคือความกล้าหาญในการยึดหลักกฎหมาย ความถูกต้อง และพยานหลักฐานที่ปรากฏ โดยปราศจากอคติ ไม่เห็นแก่พวกพ้องหรือเครือข่ายทางการเมืองใด







