
'เพียงพนอ-รักชนก' จี้รัฐสกัดสินบนโตแซงเศรษฐกิจ เลิกกฎล้าสมัย
'เพียงพนอ-รักชนก' จี้รัฐสกัดสินบนโตแซงเศรษฐกิจ พร้อมเสนอ 3 ทางออกหลัก ปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง และเปิดเผย 4 ฐานข้อมูลรัฐผ่านระบบ API สกัดโกง
18 พ.ค.2569 ในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3 เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านปฏิรูปรัฐ ได้หยิบยกผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จากกลุ่มตัวอย่าง 401 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายกฎหมายของ SME ที่จ้างงานไม่เกิน 200 คน เพื่อสะท้อนปัญหาสินบนระดับฐานรากที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องแบกรับ โดยชี้ว่าอัตราการจ่ายสินบนโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทย และถือเป็นวิกฤตเรื้อรังที่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ผ่านข้อเสนอ 3 ข้อ ดังนี้
1. ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัยและลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งการปรับปรุงขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างเพียงอย่างเดียว จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ ได้ถึง 1,200 ล้านบาทต่อปี
2.ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและแก้ไขกฎกระทรวงที่เอื้อต่อการผูกขาด โดยเฉพาะงานจ้างต่ำกว่า 500,000 บาทกับหน่วยงานสิทธิพิเศษที่มีมูลค่ารวมถึง 400,000 ล้านบาท หากปฏิรูปได้จะประหยัดงบประมาณได้อย่างน้อยร้อยละ 10 หรือราว 40,000 ล้านบาท
3.ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ตามมาตรฐาน OECD เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกล้าให้ข้อมูลทุจริต
นอกจากนี้ เพียงพนอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ยึดหลักนิติธรรม และองค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
ทางด้าน รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ได้แถลงสนับสนุนแนวทางของ กกร. ที่เสนอให้ใช้เทคโนโลยีลดดุลยพินิจภาครัฐ โดยระบุว่าการป้องกันทุจริตที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ พรรคประชาชนจึงเสนอให้เปิด 4 ฐานข้อมูลภาครัฐในรูปแบบ API เพื่อให้ภาคประชาชนเชื่อมต่อและวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ประกอบด้วย
1.ข้อมูลระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของกรมบัญชีกลาง
2.ข้อมูลการจดทะเบียนบริษัทและรายชื่อผู้ถือหุ้นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายและเข้าถึงยาก
3.รายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ
4.บัญชีทรัพย์สินภายใต้การดูแลของ ป.ป.ช.
รักชนกชี้ว่า การเปิดข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและปักธงแดงในโครงการที่มีความเสี่ยงทุจริตหรือฮั้วประมูลได้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างหน่วยงานที่มีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์ถี่ตามผลสำรวจ ได้แก่ กระทรวงแรงงาน ซึ่งมีความล่าช้าในการใช้ระบบ e-work permit สำหรับแรงงานข้ามชาติ และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่ระบบ e-ticket ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางและยังมีการเก็บค่าเข้าเป็นเงินสด
หลังจากนี้ พรรคประชาชนจะใช้กลไกของกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเพื่อผลักดันการเปิดฐานข้อมูล API และขับเคลื่อนระบบ e-work permit กับ e-ticket ให้เกิดการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป







