
ณัฐพงษ์จวก รัฐบาลปัดตกกฎหมายประชาชน ชี้ป้องทุนมากกว่าคน
ผู้นำฝ่ายค้านผิดหวังรัฐบาลไม่ส่งร่างกฎหมายประชาชนกลับเข้าสภา ชี้หลายฉบับคุ้มครองสิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม แต่ถูกสกัดกลางทาง
KEY
POINTS
- นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน วิจารณ์รัฐบาลที่ปัดตกร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนถึง 6 ฉบับ โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและโครงสร้างอำนาจเดิมมากกว่าประชาชน
- การไม่สนับสนุนร่างกฎหมาย PRTR (คุ้มครองสิ่งแวดล้อม) และร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ถูกมองว่าเป็นการปล่อยให้ประชาชนเผชิญความเสี่ยงด้านมลพิษและละเลยคุณภาพชีวิตของคนทำงาน เพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายทุนภาคอุตสาหกรรม
- การปฏิเสธร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน การปฏิรูปกองทัพ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจ สว. สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจเดิม และปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมต่อไป
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาแสดงความผิดหวังต่อมติของรัฐบาลที่ไม่ส่งร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาผ่านเพจเฟซบุ้กส่วนตัว โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่มาจากการเข้าชื่อของภาคประชาชนถึง 6 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิ เสรีภาพ คุณภาพชีวิต และความเป็นธรรมในสังคม แต่กลับถูกปฏิเสธตั้งแต่ต้นทางทางการเมือง จนทำให้เกิดคำถามสำคัญว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่แทนประชาชนอย่างแท้จริง หรือกำลังเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและโครงสร้างอำนาจเดิมมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม
หนึ่งในร่างกฎหมายที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากคือ ร่างกฎหมาย PRTR และร่างกฎหมายโรงงาน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสารพิษหรือมลพิษที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกิจกรรมอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนของตนเอง นายณัฐพงษ์มองว่าการที่รัฐบาลเลือกไม่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว เท่ากับเป็นการปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านมลพิษและอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมต่อไป ขณะที่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมยังคงได้รับความสะดวกในการดำเนินกิจการโดยขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนกว่า 3 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตป่าทับซ้อนพื้นที่ทำกิน ก็เป็นอีกหนึ่งร่างกฎหมายที่ถูกปัดตก ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อนการประกาศเขตป่าของรัฐเสียอีก พรรคฝ่ายค้านมองว่าปัญหานี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างระหว่างรัฐกับประชาชน และการไม่ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวเท่ากับปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากต้องอยู่กับความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดินและการถูกดำเนินคดีจากการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม
ในส่วนของร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พรรคฝ่ายค้านชี้ว่าร่างกฎหมายนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของคนทำงานในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการมีเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม สิทธิลาดูแลครอบครัว การจัดให้มีมุมปั๊มนมในสถานประกอบการ รวมถึงการได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีในสถานที่ทำงาน แต่สุดท้ายร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งนายณัฐพงษ์เห็นว่าเป็นการสะท้อนมุมมองของรัฐที่ยังไม่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างเพียงพอ แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นมาตรฐานพื้นฐานในหลายประเทศทั่วโลกแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายปฏิรูปศาลทหารและกองทัพ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลและความยุติธรรมให้ประชาชน ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เดินหน้าต่อเช่นเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจเดิมของรัฐบาล และเป็นการรักษาระบบที่ขาดการตรวจสอบจากประชาชนเอาไว้ต่อไป
อีกประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมาคือ เรื่องร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าผู้แทนคณะรัฐมนตรีได้กล่าวในสภาว่า หากในอดีตรัฐสภารับหลักการและใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก ปัญหาอาจไม่เกิดขึ้น เพราะร่างดังกล่าวยังคงเปิดทางให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. มีอำนาจร่วมลงมติในวาระที่ 3 แม้จะลดสัดส่วนลงเหลือ 1 ใน 5 ของจำนวน สว. ทั้งหมดก็ตาม ซึ่งนายณัฐพงษ์ตั้งคำถามกลับว่า คำกล่าวเช่นนี้เป็นการคิดแทนประชาชนและสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาเหตุผลสำคัญที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถผ่านความเห็นชอบได้ เป็นเพราะ สส. ฝ่ายรัฐบาลเองไม่ได้แสดงเจตจำนงตามมติของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เห็นชอบให้ลดอำนาจของ สว. ลง และยังขาดความจริงจังในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
แม้ร่างกฎหมายหลายฉบับจะถูกปฏิเสธในครั้งนี้ แต่นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะยังคงเดินหน้าผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป โดยจะนำข้อเสนอและประเด็นต่าง ๆ ไปปรับปรุงพัฒนาให้รอบด้านมากขึ้น ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งในอนาคต พร้อมย้ำว่าหน้าที่ของฝ่ายค้านคือการผลักดันนโยบายและกฎหมายที่สะท้อนเสียงของประชาชน แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองหรือแรงต้านจากผู้มีอำนาจก็ตาม







