
“อนุทิน” ดันอาเซียนรับมือวิกฤตโลก เสริมความร่วมมือพลังงาน-อาหาร
นายกฯ ร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 เสนอเร่งความร่วมมือด้านพลังงาน อาหาร และความปลอดภัยประชาชน รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมแบบเต็มคณะ ณ ศูนย์การประชุมมักตัน เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมเน้นย้ำความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และความมั่นคงของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมแบบเต็มคณะ ภายใต้หัวข้อ “Navigating Our Future, Together” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการก้าวข้ามความท้าทายร่วมกันของภูมิภาค
พร้อมแสดงความยินดีต่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ในโอกาสดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน และแสดงความยินดีกับ Le Minh Hung ที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหาร และค่าครองชีพของประชาชนทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อาเซียนเคยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง และสามารถก้าวผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือของประเทศสมาชิก
ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน นายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเร่งเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid เพื่อเชื่อมโยงระบบพลังงานในภูมิภาค รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน และการเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการผลิตสินค้าเกษตรและราคาอาหาร พร้อมเสนอให้อาเซียนต่อยอดความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทยและสิงคโปร์ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอุปทานอาหารในช่วงวิกฤต และขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่น ๆ
นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองประชาชนอาเซียน โดยระบุว่า เป้าหมายสูงสุดของอาเซียนคือการดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมยกตัวอย่างการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่ออพยพคนไทยหลายพันคนกลับประเทศในช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีชี้ว่า ความท้าทายในยุคปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ อาเซียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการสร้างประชาคมให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ภายหลังการประชุม ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ยังได้เห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียน รองรับการเข้าเป็นสมาชิกของติมอร์-เลสเต รวมถึงรับรองเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล แถลงการณ์รับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง กรอบความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติอาเซียน และปฏิญญาเสริมพลังเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการรับมือภัยพิบัติ
นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และรักษาความเข้มแข็งของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของโลกในอนาคต







