
คลัง รีเซ็ตบัตรสวัสดิการใหม่ ใช้ AI เช็กรายได้ ใครได้ไปต่อ ใครหลุดสิทธิ์
จับตา คลังใช้ AI ทบทวนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คัดคนจนจริงรับสิทธิต่อ ผู้รายได้ฟื้นโยกเข้าไทยช่วยไทยพลัส เปิดทางกลุ่มตกหล่นเข้าระบบใหม่
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อทบทวนสิทธิ์ผู้ถือบัตรเดิมและผู้มีรายได้น้อยรายใหม่ทั้งหมด
- นำเทคโนโลยี AI และฐานข้อมูลกลาง (Data Lake) มาใช้ตรวจสอบข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และข้อมูลการเงิน เพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิ์ที่แท้จริงอย่างแม่นยำ
- ผู้ที่รายได้เกินเกณฑ์จะถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯ แต่จะย้ายไปโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" แทน ขณะเดียวกันจะเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยกลุ่มใหม่ที่ตกหล่นสามารถเข้าสู่ระบบได้
รัฐบาลกำลังเดินหน้า “รีเซ็ตสวัสดิการรัฐ” ครั้งใหญ่ ผ่านการรวมโครงการ "ไทยช่วยไทย" หรือ คนละครึ่งพลัส และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้าไว้ในระบบเดียว ซึ่งอาจกระทบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคนทั่วประเทศ
หัวใจสำคัญของการปรับระบบครั้งนี้ คือการ “ทบทวนสิทธิ์ใหม่” หลังที่ผ่านมา การคัดกรองเกณฑ์ผู้ถือบัตรทำได้ไม่ต่อเนื่อง แม้ตามหลักเกณฑ์จะต้องมีการตรวจสอบทุก 2 ปี เพื่อประเมินว่าผู้ถือบัตรยังอยู่ในเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยหรือไม่
ผลที่เกิดขึ้น คือมีทั้งคนที่รายได้ดีขึ้นพ้นเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยแล้ว แต่ยังถือบัตรสวัสดิการอยู่ ขณะที่คนที่มีรายได้น้อยกลุ่มใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ หรือผู้ได้รับผลกระทบเศรษฐกิจ กลับยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ของรัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง ระบุว่า เนื่องจากกรอบเวลาเร่งด่วน รัฐบาลจึงยังไม่สามารถตรวจสอบสิทธิ์ใหม่ได้ทันทั้งหมด ทำให้ผู้ถือบัตรเดิมยังได้รับเงินช่วยเหลือรอบแรก 2,000 บาท หรือทยอยให้เดือนละ 1,000 บาท จากวงเงินรวม 4,000 บาทไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการช่วยเหลือประชาชน
ระหว่างนั้น กระทรวงการคลังจะเปิดลงทะเบียนใหม่ พร้อมนำระบบ AI และฐานข้อมูลกลาง Data Lake มาใช้ตรวจสอบข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน ภาระหนี้ และข้อมูลทางการเงินจากหลายหน่วยงาน เพื่อคัดกรองว่าใครยังเป็น “ผู้มีรายได้น้อยจริง”
หากตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ถือบัตรรายใดมีรายได้สูงขึ้นจนพ้นเกณฑ์ จะไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อ แต่จะถูกปรับเข้าสู่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แทน ในรูปแบบรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับวงเงินช่วยเหลือในส่วนที่เหลืออีก 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่รัฐช่วยเต็ม 100% จะเปลี่ยนเป็น “ช่วยบางส่วน” สำหรับผู้ที่ถูกมองว่าเริ่มฟื้นตัวและมีกำลังซื้อกลับมาแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง การคัดกรองรอบใหม่ยังเปิดทางให้ คนผู้มีรายได้น้อยกลุ่มใหม่ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่เคยตกหล่นจากระบบเดิมได้เข้ามารับสิทธิ์เพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ แรงงานรายวัน พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และผู้มีรายได้ไม่แน่นอน
สำหรับเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ใช้อ้างอิงในปัจจุบัน (ก่อนมีการปรับเกณฑ์ผู้ถือบัตรใหม่)ในการจ่ายเงินในรอบแรกยังใช้หลักเกณฑ์เดิมเป็นฐาน ได้แก่ มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ทั้งส่วนตัวและเฉลี่ยต่อครอบครัว) และมีทรัพย์สินทางการเงินรวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน รวมถึงไม่มีบัตรเครดิต วงเงินกู้บ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และวงเงินกู้รถไม่เกิน 1 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้องชุดต้องไม่เกิน 35 ตารางเมตร ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยไม่เกิน 1 ไร่ และที่ดินเกษตรไม่เกิน 10 ไร่
ปัจจุบัน ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับความช่วยเหลือพื้นฐาน ได้แก่ วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทต่อเดือน เงินช่วยค่าครองชีพเพิ่มเติม 100 บาทชั่วคราว (13 เม.ย.-12 พ.ค. 2569) ค่าเดินทางสาธารณะ 750 บาทต่อเดือน รวมถึงส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำ และค่าไฟตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน ให้ทั้งผู้ถือบัตรรายเดิมและผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะแรก ช่วงเดือน มิ.ย.- ก.ค. 2569 สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการรายเดิมที่อยู่ในระบบปัจจุบัน
ระยะที่ 2 ช่วงเดือน ส.ค.- ก.ย. 2569 สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านการทบทวนสิทธิ รวมถึงผู้ถือบัตรรายเดิมที่ผ่านการคัดกรองรอบใหม่
ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ ควบคู่กับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส) โดยจะเริ่มเปิดลงทะเบียนในวันที่ 25 เดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์ตามระบบใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือ "AI" ที่รัฐนำมาใช้ จะสามารถสะท้อนความเป็นจริงของคนรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ไม่แน่นอน ได้แม่นยำเพียงใด เพราะการรีเซ็ตสวัสดิการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “แจกเงิน” แต่คือการจัดระเบียบงบประมาณรัฐครั้งสำคัญ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงคนที่จำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐตรงตรงเป้ามากขึ้น







