
เปิดแฟ้มครม. 5พ.ค.69 จ่อเคาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยันไม่กระทบวินัยการคลัง
"อนุทิน" นำทีม ครม. พิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เสริมสภาพคล่องรับวิกฤตตะวันออกกลาง ยันไม่กระทบวินัยการคลัง เตรียมตั้ง กก. กลั่นกรองใช้เงินคุ้มค่า
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมพิจารณาอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท
- เงินกู้ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากวิกฤตพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ และเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- รัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะไม่ส่งผลให้หนี้สาธารณะเกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 ของ GDP
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีวาระสำคัญที่สังคมจับตามอง คือการพิจารณาข้อเสนอจากกระทรวงการคลังในการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 4พ.ค.2569 นายอนุทินยืนยันว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการดังกล่าวตามนโยบาย "พูดแล้วทำ" เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ชู 3 หลักการ "จำเป็น-ขาดงบ-รักษาวินัย"
กระทรวงการคลังระบุถึงเหตุผลความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ โดยยึดถือหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- ความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อ
- งบประมาณปกติไม่เพียงพอ หลังประเมินแหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569-2570 และเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินแล้วพบว่ามีข้อจำกัด
- การรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยจะเน้นการกู้เงินภายในประเทศและทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริง (Just-in-time) เพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน
ยันไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ
ในส่วนของข้อกังวลด้านเสถียรภาพทางการเงิน รัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินเพิ่มเติม 400,000 ล้านบาท จะไม่ส่งผลให้หนี้สาธารณะเกินกรอบร้อยละ 70 ของ GDP โดยปัจจุบันตัวเลขหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 66.38 ซึ่งแม้จะขยับตัวสูงขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลัง
โครงสร้างการใช้จ่ายและขั้นตอนต่อไป
วัตถุประสงค์ของวงเงินกู้ดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
- การบรรเทาภาระค่าครองชีพ: มุ่งเน้นการอุดหนุนราคาพลังงานและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
- การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: ลงทุนในด้านพลังงานทางเลือกและการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
ภายหลังที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ รัฐบาลจะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดกรองโครงการ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองแผนงานการใช้เงินให้เกิดความคุ้มค่าและโปร่งใสสูงสุด พร้อมทั้งเตรียมนำเรื่องเข้าชี้แจงต่อรัฐสภาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป







