posttoday
ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.69 แชมป์เก่า“ชัชชาติ”ความท้าทายบนโจทย์ใหม่คนกรุง

ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.69 แชมป์เก่า“ชัชชาติ”ความท้าทายบนโจทย์ใหม่คนกรุง

05 พฤษภาคม 2569

KEY

POINTS

  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง โดยมีจุดแข็งคือการเปลี่ยนภาพการเมืองเป็นการบริหารจัดการ และผลงานที่จับต้องได้ เช่น ระบบ Traffy Fondue
  • ความท้าทายสำคัญของชัชชาติคือการแก้ปัญหาที่ยังไม่ลุล่วง เช่น การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย และต้องเผชิญกับความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้นจากผลงานใน 4 ปีที่ผ่านมา
  • พรรคการเมืองคู่แข่งส่วนใหญ่เลือกใช้กลยุทธ์รักษาฐานเสียงมากกว่าส่งผู้สมัครเพื่อเอาชนะโดยตรง ทำให้ชัชชาติยังคงความได้เปรียบ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะถูกตัดสินจากผลงานมากกว่าความสดใหม่

สัญญาณระฆังการเมืองท้องถิ่นของเมืองหลวงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อกรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งสำคัญในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยจะเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันกำลังจะครบวาระ 4 ปีในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ท่ามกลางกระแสการเมืองภาพใหญ่ที่เปลี่ยนไป และคำถามสำคัญที่ว่า "ผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเพียงพอที่จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้หรือไม่?"

ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล ชวนวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมือง กทม.เพื่อถอดรหัสกลยุทธ์ อุปสรรค และโอกาสของแต่ละพรรคการเมืองในศึกครั้งนี้ ผ่านมุมมองของ 2 นักวิชาการแถวหน้า 

เกราะป้องกันของแชมป์เก่า: โอกาสชนะและ "ความจริง" ของผลงาน 4 ปี

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านประเมินตรงกันว่า ในเวลานี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และทีมงานยังคงกุมความได้เปรียบสูงสุดในฐานะ "ตัวเต็ง" ที่ยากจะล้ม

  • จุดแข็ง: ยกระดับการบริหารเมือง สลัดภาพอุดมการณ์การเมืองระดับชาติ
  • เปลี่ยนการเมืองเป็นงานบริหาร: ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ชัชชาติประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนภาพลักษณ์การเมือง กทม. จากการปะทะกันทางอุดมการณ์ระดับชาติ ให้กลายเป็นการมุ่งเน้นการจัดการปัญหาเชิงเทคนิคและการบริการสาธารณะ
  • ระบบทราฟฟี่ฟอนดู (Traffy Fondue): นวัตกรรมที่กลายเป็นจุดแข็งหลัก ทำให้เกิดการตอบสนองต่อปัญหาและภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
  • ภาพลักษณ์ "ผู้ว่าฯ ที่มีอยู่จริง": การลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอสร้างความเชื่อมั่น และได้รับการสนับสนุนจากคนในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ (Formal Economy) ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายเพิ่มสวนสาธารณะ การปรับปรุงทางเท้า และการเชื่อมต่อระบบคมนาคม
  • ภาพลักษณ์อิสระที่ชัดเจน: ชัชชาติในวันนี้ถูกมองว่าเป็นอิสระจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้ยึดโยงกับ "สีแดง" (พรรคเพื่อไทย) อีกต่อไป ทำให้สามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยไม่ชอบขั้วอำนาจเดิมได้

ผศ.ดร.พิชญ์ มองลึกไปว่า: คะแนนนิยมและผลงานของทีมชัชชาติในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมาก จนถึงขั้นที่ว่าหากชัชชาติไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งต่อ บรรดารองผู้ว่าฯ ที่มีผลงานโดดเด่น เช่น รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช หรือ ศานนท์ หวังสร้างบุญ ก็ยังมีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

จุดอ่อน: โจทย์หินที่ยังแก้ไม่ตก

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ชัชชาติยังคงเผชิญหน้ากับคำถามและแรงเสียดทานในหลายมิติ:

  • ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ: ความพยายามในการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้อย่างเบ็ดเสร็จ
  • ระบบราชการ กทม.: ความสัมพันธ์ที่ยังไม่แนบแน่นพอกับข้าราชการ กทม. และข้อกังขาเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน
  • กลุ่มผู้เสียประโยชน์: กลุ่มประชาชนที่ไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายพัฒนาระบบเมืองใหญ่ ยังคงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า

กลยุทธ์พรรคการเมืองคู่แข่ง: ลงแข่งเพื่อ "ชนะ" หรือเพื่อ "รักษาฐานเสียง"?

ในขณะที่แชมป์เก่ายังคงแข็งแกร่ง พรรคการเมืองคู่แข่งกลับส่งสัญญาณที่สะท้อนถึงการตั้งรับและการมองไปที่การเมืองระดับชาติมากกว่า

กลยุทธ์พรรคการเมือง ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. 2569

พรรคการเมือง กลยุทธ์และเป้าหมายในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569
พรรคสีส้ม
(พรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน)
รักษาฐานเสียงและปูทางสู่อนาคต แม้จะมี ส.ส. เต็มพื้นที่ กทม. แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นฐานเสียงบางส่วนทับซ้อนกับชัชชาติ เป้าหมายหลักคือการรักษาความสดใหม่และแสดงความพร้อมในการบริหารเมืองใหญ่เพื่อปูทางการเมืองระดับชาติ
พรรคประชาธิปัตย์ กอบกู้และรักษาฐานที่มั่น ประสบปัญหาขาดแคลนผู้สมัครที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพระดับแม่เหล็ก การส่งผู้สมัครจึงเป็นไปเพื่อการประคองฐานเสียงของพรรค และรอจังหวะสร้างความแปลกใหม่
พรรคเพื่อไทย หลีกเลี่ยงการชนโดยตรง เลือกไม่ส่งผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. เพื่อไม่ให้เกิดการ "ตัดคะแนน" กันเองกับชัชชาติ ซึ่งเคยเป็นอดีตพันธมิตร แต่ที่น่าสนใจคือการไม่ส่ง ส.ก. ลงแข่งขัน ซึ่งถือว่าขัดกับจุดแข็งเดิมของพรรคในพื้นที่ชุมชน
พรรคภูมิใจไทย เพลย์เซฟ ไม่ส่งผู้สมัคร ด้วยฐานเสียงใน กทม. ที่ไม่แข็งแรง การเลือกไม่ส่งผู้สมัครเลยถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาภาพลักษณ์ "ไม่เคยแพ้" ในศึกเมืองหลวงเอาไว้ได้

ผศ.ดร.สุวิชา ให้ความเห็นว่า: "หากพรรคการเมืองคู่แข่งต้องการจะเขย่าเก้าอี้ของชัชชาติให้เหนื่อยได้จริง จะต้องส่งผู้สมัครที่มีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในวงกว้างระดับประเทศอย่างสูง (เช่น กรณีสมมติอย่าง 'มาดามแป้ง') หากส่งผู้สมัครหน้าใหม่หรือผู้สมัครตามโควตาพรรค ก็เป็นเพียงการลงแข่งเพื่อรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองเท่านั้น"

ดีเบตทีมบริหาร: "เปิดตัวยกชุด" หรือ "เก็บไพ่ตาย"?

หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ แนวคิดเรื่อง "ทีมบริหาร" แทนที่จะเป็นการขายตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว

  • ผศ.ดร.พิชญ์ เสนอสูตร "เปิดหน้าทั้งหมด": ผู้สมัครควรเปิดตัวทีมบริหารทั้งหมดทันที ได้แก่ ผู้ว่าฯ 1 คน, รองผู้ว่าฯ 4 คน และที่ปรึกษา 9 คน (รวม 14 คน) เพื่อแสดงให้คนกรุงเทพฯ เห็นถึงความพร้อมและ "ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" ในการทำงานแต่ละมิติอย่างโปร่งใส
  • ผศ.ดร.สุวิชา เตือน "ความเสี่ยงทางการเมือง": การเปิดตัวยกทีมถือเป็นดาบสองคม หากสมาชิกในทีมคนใดคนหนึ่งมีจุดอ่อนหรือประวัติที่ไม่โปร่งใส อาจกลายเป็นจุดโจมตีที่ลามไปกระทบต่อคะแนนนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯ ได้ทันที

ศึก ส.ก. 50 เขต: ตัวแปรที่ชัชชาติจะมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป

บทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของชัชชาติ ชี้ให้เห็นว่าการทำงานโดยไม่มี "ทีม ส.ก. ของตัวเอง" ในสภา กทม. ทำให้การผลักดันนโยบายหรือการจัดสรรงบประมาณมีข้อติดขัดในบางจังหวะ

ความสำคัญของตัวบุคคลมากกว่าพรรค: คนกรุงเทพฯ ในเขตชุมชนหรือพื้นที่รอบนอกมักเลือก ส.ก. จาก "ฝีมือการทำงานและการเข้าถึงพื้นที่" มากกว่าสังกัดพรรค ขณะที่ในเขตเมืองหรือพื้นที่คอนโดมิเนียม ส.ก. แทบจะไม่มีอิทธิพล เพราะผู้พักอาศัยยึดติดกับนิติบุคคลมากกว่า

ทางแยกของชัชชาติ: ผศ.ดร.สุวิชา มองว่า ในรอบนี้ชัชชาติอาจต้องตัดสินใจสร้าง "ทีม ส.ก. ของตนเอง" ในนามอิสระ (ไม่สังกัดพรรค) เพื่อเข้ามาเป็นแนวร่วมในการขับเคลื่อนงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผศ.ดร.พิชญ์ กลับเห็นต่างและเตือนว่า หากชัชชาติสร้างทีม ส.ก. ของตัวเอง จะทำให้ภาพลักษณ์ความเป็น "ผู้บริหารอิสระ" สูญเสียไป และจะถูกดึงเข้าสู่วังวนของการเป็นนักการเมืองที่ต้องมานั่ง "แก้หนี้บุญคุณ" หรือบริหารจัดการผลประโยชน์ของนักการเมืองท้องถิ่นแทนที่จะได้โฟกัสที่การทำงาน

อำนาจที่แท้จริงของผู้ว่าฯ กทม.: ยักษ์ใหญ่ที่ถูกล่ามโซ่

ประเด็นสุดท้ายที่คนกรุงเทพฯ มักจะเข้าใจผิดคือเรื่อง "อำนาจที่แท้จริงของผู้ว่าฯ กทม." แม้ว่า กทม. จะมีงบประมาณต่อปีสูงเกือบ 8 หมื่นล้านบาท แต่ในทางกฎหมายแล้ว ผู้ว่าฯ กทม. มีสถานะและอำนาจแทบไม่ต่างจาก "นายกเทศมนตรี" ของเมืองใหญ่ทั่วไป

โครงสร้างการบริหารของ กทม. ยังคงถูกจำกัดและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงมหาดไทย ปัญหาสำคัญของคนกรุงหลายเรื่อง เช่น การจราจร การขนส่งสาธารณะบางส่วน หรือการผังเมือง ยังคงต้องอาศัยการบูรณาการและการอนุมัติจากหน่วยงานราชการส่วนกลางเป็นหลัก

บทสรุป : การเมืองเรื่อง "ผลงาน" เหนือ "อุดมการณ์"

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในเดือนมิถุนายน 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า "การเมืองภาคปฏิบัติ" หรือความสามารถในการบริหารจัดการเมือง จะยังคงเอาชนะ "การเมืองเชิงอุดมการณ์" ได้หรือไม่

สำหรับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แม้จะครองความได้เปรียบในฐานะตัวเต็งอันดับหนึ่งที่มีภาพลักษณ์อิสระและผลงานที่จับต้องได้ แต่การลงสมัครในสมัยที่ 2 นี้ เขาจะไม่ได้รับอานิสงส์จาก "ความสดใหม่" เหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อนอีกต่อไป

สิ่งที่ประชาชนจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจคือ "ความคุ้มค่าและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น" ในขณะที่พรรคคู่แข่ง หากยังไม่สามารถแก้โจทย์ในการส่งผู้สมัครที่โดดเด่นพอที่จะสร้าง "ความหวังใหม่" ให้กับคนกรุงได้

ศึกครั้งนี้ก็อาจเป็นเพียงการลงสนามเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง และปล่อยให้แชมป์เก่าเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บนเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ต่อไปอีกสมัย

ข่าวล่าสุด

ICS Life Style Complex เปิดตัว Lotus’s Eatery สวรรค์นักกินฝั่งธนบุรี

ICS Life Style Complex เปิดตัว Lotus’s Eatery สวรรค์นักกินฝั่งธนบุรี