
คลัง ดันพ.ร.ก.กู้ 4 แสนลบ. เข้าครม.วันนี้ เร่งอัดเงินรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต
รัฐบาลเตรียมกู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ส่ง "ไทยช่วยไทยพลัส" แจกคนละ 4,000 บาท เริ่ม 1 มิ.ย. นี้ พร้อมแจงเหตุต้องกู้แทนโอนงบเพราะวงเงินไม่พอและล่าช้า
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเสนอ ครม. ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นงบสำรองรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และภัยพิบัติ เนื่องจากงบประมาณเดิมไม่เพียงพอ
- เงินกู้ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 30 ล้านคน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569
- แม้การกู้เงินจะทำให้หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ของ GDP แต่รัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.ก. เพราะเป็นวิธีที่รวดเร็วกว่าการโอนงบประมาณเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) มีวาระสำคัญที่ต้องติดตาม เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบประมาณสำรองในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากวิกฤตการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มองเห็นสัญญาณอันตรายจากความผันผวนของโลก ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ ขณะที่เงินในกระเป๋าเดิมอย่างงบประมาณปี 2569 งบกลาง หรือเงินสำรองจ่าย ถูกบริหารจัดการจนไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาระดับวิกฤต การกู้เงินจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
หัวใจหลักของการใช้เงินกู้ก้อนนี้คือโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่งพลัส” ที่ตั้งเป้าช่วยคนไทยมากกว่า 30 ล้านคน เริ่มคิกออฟวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
• กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
จำนวน 13.4 ล้านคน จะได้รับการเติมเงินให้คนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงิน 4,000 บาท ใช้งบประมาณราว 5.2 หมื่นล้านบาท
• กลุ่มประชาชนทั่วไป
ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ” รัฐจะช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เช่น ซื้อของ 100 บาท รัฐจ่าย 60 บาท ให้สิทธิเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 2569) รวม 4,000 บาทเช่นกัน
คำถามที่หลายคนกังวลคือเรื่อง "เพดานหนี้สาธารณะ" ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66.38% ของ GDP (ณ มี.ค. 2569) ซึ่งยังไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ 70% การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จะทำให้หนี้พุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 70% มากขึ้น แต่คลังยืนยันว่า ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยจะใช้กลยุทธ์ "ทยอยกู้ตามความจำเป็น" ไม่กู้มากองไว้ เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน เหมือนช่วงโควิด-19
นอกจากประเด็นการกู้เงินแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจับตาคือ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ซึ่งเดิมรัฐบาลตั้งเป้าดึงงบจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะงบที่ยังไม่ก่อหนี้ผูกพัน เช่น งบลงทุนล่าช้าและงบสัมมนา มาใช้ในวงเงินราว 8 หมื่นล้านถึง 1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี ล่าสุดยังไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้พร้อมกันในวันนี้ เนื่องจาก สำนักงบประมาณ และ กรมบัญชีกลาง ยังสรุปตัวเลขงบที่โอนได้จริงไม่แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ หลังรัฐกำหนดเส้นตายให้เร่งก่อหนี้ผูกพันงบลงทุนและงบสัมมนาภายในวันที่ 30 เม.ย. หากหน่วยงานใดดำเนินการไม่ทัน วงเงินจะถูกริบกลับเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
เบื้องต้นรัฐบาล ประเมินว่า วงเงินโอนงบที่ทำได้จริงอาจต่ำกว่ากรอบเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท
ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และที่สำคัญคือกระบวนการทางสภาฯ ของ พ.ร.บ. โอนงบฯ นั้นล่าช้า ไม่ทันการเริ่มโครงการไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ รัฐบาลจึงต้องเลือกใช้ทางลัดอย่าง พ.ร.ก. กู้เงิน เป็นตัวนำไปก่อน แล้วค่อยนำเงินจากการโอนงบฯ มาเติมในภายหลัง
หาก ครม. เห็นชอบในวันนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการคัดกรองโครงการเพื่อพิจารณาความคุ้มค่า และต้องเร่งส่งตรวจร่างกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ทันการเปิดลงทะเบียนในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมนี้







