
ผ่าตัดยืนยันเพศสภาพแล้ว...จากนั้นล่ะ? ไทยกำลังหาคำตอบให้โลก
เมื่อการผ่าตัดแปลงเพศสิ้นสุด คำถามสำคัญกลับเพิ่งเริ่มต้น ทั้งความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมะเร็ง ซึ่งจนถึงวันนี้วงการแพทย์โลกยังมีข้อมูลระยะยาวจำกัด
KEY
POINTS
- ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพของโลก มีความก้าวหน้าทางเทคนิคสูงและเป็นผู้คิดค้นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก
- แม้การผ่าตัดจะก้าวหน้า แต่ทั่วโลกยังขาดองค์ความรู้สำคัญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพระยะยาวหลังผ่าตัด เช่น สภาพแวดล้อมในอวัยวะที่สร้างใหม่ และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ
- ทีมแพทย์ไทยกำลังเร่งศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคและการดูแลระยะยาว ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ทั่วโลกยังไม่มีคำตอบ เพื่อสร้างมาตรฐานการดูแลในอนาคต
การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพในไทยก้าวหน้าไปมากทั้งในแง่เทคนิคและจำนวนเคส ถึงขั้นที่บางเทคนิคถูกคิดค้นขึ้นในไทยเป็นครั้งแรกของโลก! แต่คำถามที่วงการแพทย์เพิ่งเริ่มขยับเข้าไปตอบอย่างจริงจังคือ
"หลังผ่าตัดแล้วอย่างไรต่อ"
อวัยวะที่สร้างขึ้นใหม่ต้องดูแลอย่างไรในระยะยาว มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่ยังไม่มีคำตอบแม้แต่ในระดับโลก และนี่คือช่องว่างที่ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลเลิดสิน ร่วมกับศิริราชและบางรัก กำลังเร่งศึกษาวิจัยอยู่ในขณะนี้
ท่ามกลางการเติบโตของบริการ การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ โดยรายงานวิจัยตลาดหลายสำนักประเมินว่าตลาดการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพมีมูลค่าระดับ 2–3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8–10% ต่อปี จากปัจจัยทั้งการยอมรับความหลากหลายทางเพศที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีขึ้น และการเติบโตของตลาด Medical Tourism ในหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน หากนับรวมการรักษาด้วยฮอร์โมน สุขภาพจิต การติดตามระยะยาว และบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่าของอุตสาหกรรม Gender-affirming Healthcare จะสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีฐานข้อมูลระดับชาติที่รายงานจำนวนการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพต่อปี แต่วารสารนานาชาติระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโลกด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ โดยในภาคเอกชน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติต่อคนไทยประมาณ 10 ต่อ 1 ขณะที่ศูนย์ผ่าตัดชั้นนำเพียงแห่งเดียวมีรายงานว่าดำเนินการผ่าตัดสร้างช่องคลอดเกือบ 3,000 รายภายในระยะเวลา 30 ปี สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ด้านนี้
เทคนิคแปลงเพศแบบใหม่เกิดขึ้นที่ไทยครั้งแรก!
นายแพทย์ธิติ เชาวนลิขิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ โรงพยาบาลเลิดสิน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ โพสต์ทูเดย์ เล่าถึงเทคนิคการนำเยื่อบุช่องท้องสร้างเป็นช่องคลอด ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยว่า
เทคนิค Full-length Peritoneal Vaginoplasty หรือการใช้เยื่อบุช่องท้องสร้างเป็นช่องคลอดทั้งหมด ถูกคิดค้นขึ้นในประเทศไทย โดยเริ่มต้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อราวปี 2019-2020 ก่อนจะถูกนำมาต่อยอดด้วยการผ่าตัดผ่านหุ่นยนต์ ซึ่งรพ.เลิดเสิน ได้นำหุ่นยนต์มาใช้กับเทคนิคนี้เป็นครั้งแรกของเอเชียแปซิฟิกเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ เทคนิคผ่าตัดสำหรับการยืนยันเพศสภาพ จากชายเป็นหญิง นั้นมี 3 เทคนิคสำคัญ ที่ใช้กันได้แก่
- เทคนิคใช้ผิวหนัง วิธีมาตรฐานดั้งเดิม ที่ใช้หนังองคชาตและถุงอัณฑะม้วนกลับเข้าไปสร้างช่องคลอด
" เขาเรียกต่อกราฟ ต่อกราฟคือการเอาหนังถุงหนังของอัณฑะ ซึ่งไม่มีชีวิต เอาไปปะอยู่กับในผนังช่องคลอด เราพบว่าปะอยู่นิ่งๆ สัก 5 วันถึง 7 วัน เนี่ย เส้นเลือดมันงอกมาใหม่ มันกลับมามีชีวิตใหม่" นพ.ธิติ ระบุ
- เทคนิคใช้ลำไส้ใหญ่ ให้ความลึกและความยืดหยุ่นดี มีเมือกหล่อลื่นตามธรรมชาติ โดยเอาลำไส้ใหญ่ส่วนที่เป็นส่วนโค้ง ส่วนที่เป็นส่วนเกินมาใช้
- เทคนิคใช้เยื่อบุช่องท้อง คือการใช้เยื่อบุช่องท้องนำมาม้วนเป็นท่อตลอดทั้งลำเพื่อสร้างเป็นช่องคลอดทั้งหมด
" เราทำทั้ง 2 วิธี วิธีที่ 1 (Pull-through) เป็นการดึงเอาเยื่อช่องท้องใกล้ ๆ ลากลงมา ลากลงมาเพื่อให้มันต่อกับ เอ่อ หนังข้างนอก ซึ่งเราจะต่อกันที่ประมาณสัก 2 นิ้ว และ วิธีที่ 2 (Full-length) คือเอาเยื่อบุช่องท้องม้วนลงมาทำเป็นท่อ แล้วม้วนลงมาต่อข้างล่าง ซึ่งวิธีนี้ก็จะต่อได้หมด คือเรียกว่าข้างหน้านี่ก็จะตลอดลำ ก็จะเป็นเยื่อช่องท้องทั้งหมด" นพ.ธิติอธิบาย
แต่ทุกเทคนิคล้วนมีข้อจำกัดเฉพาะตัว นพ.ธิติ ระบุว่า วิธีใช้ผิวหนัง อาจให้ความลึกไม่มากและ "แห้ง" ต้องพึ่งเจลหล่อลื่นตลอดเวลา ส่วนวิธีใช้ลำไส้แม้จะให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ แต่มากเกินไป จนผู้ผ่าตัดอาจต้องใส่ผ้าอนามัยตลอดเวลา อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้จะให้ความลึกได้ถึง 7-8 นิ้วเลยทีเดียว นอกจากนี้จะมีข้อจำกัดด้านสีเนื้อเยื่อที่ต่างจากช่องคลอดธรรมชาติ และบางรายอาจมีกลิ่นเฉพาะของลำไส้หลงเหลืออยู่
ส่วน เทคนิคเยื่อบุช่องท้อง มีความยืดหยุ่นสูงคล้ายคลึงกับช่องคลอดผู้หญิงจริงๆ โดยมีความลึกมาตรฐานประมาณ 5 นิ้ว ถึง 5 นิ้วครึ่ง มีเมือกหล่อลื่นตามธรรมชาติเล็กน้อยทำให้ลื่นแต่ไม่เลอะเทอะจนต้องใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลาเหมือนการใช้ลำไส้ใหญ่ มีสีของช่องคลอดสวยตามธรรมชาติ เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่นสูง ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับช่องคลอดผู้หญิงจริงๆ เมื่อมีการสัมผัสหรือกดทับ และไม่ต้องกังวลเรื่องผนังช่องคลอดหดตัวจนใช้งานไม่ได้เหมือนเทคนิคการใช้ผิวหนัง
ช่องว่างที่ต้องหาคำตอบ สุขภาพของผู้รับบริการระยะยาวหลังผ่าตัด
ประเทศไทยได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของโลกสำหรับการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ด้วยประสบการณ์ของศัลยแพทย์ที่มีจำนวนเคสสูง การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง และระบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่แข็งแกร่ง จนมีงานวิชาการหลายชิ้นอธิบายว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และยังคงเป็นศูนย์กลางที่ผู้ป่วยจากทั่วโลกเดินทางเข้ามารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้เทคนิคการผ่าตัดจะพัฒนาไปมาก แต่ช่องว่างสำคัญขององค์ความรู้ระดับโลกกลับไม่ได้อยู่ที่ "การผ่าตัด" หากเป็น "การดูแลระยะยาวหลังผ่าตัด"
วารสารวิชาการและการทบทวนงานวิจัยหลายฉบับระบุสอดคล้องกันว่า หลักฐานระยะยาวของผู้ผ่านการผ่าตัดยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการติดตามต่อเนื่องในระยะ 10–20 ปี ทั้งในด้านสภาพแวดล้อมของช่องคลอดที่สร้างขึ้นใหม่, ความเป็นกรด-ด่าง, การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ ความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตลอดจนความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งและแนวทางตรวจคัดกรองที่เหมาะสมสำหรับเนื้อเยื่อแต่ละชนิด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจนรองรับ
นายแพทย์ธิติ ระบุว่าการดูแลผู้ผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพไม่ได้จบลงที่ห้องผ่าตัด แต่ต้องมีการติดตามสุขภาพระยะยาวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่มาของความร่วมมือด้าน งานวิจัยระหว่างโรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลบางรัก เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งนายแพทย์ธิติย้ำว่าเป็นองค์ความรู้ที่ทั่วโลกยังไม่มีคำตอบ
"สภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดมันต่างกันหรือเปล่า ทั่วโลกยังไม่มีใครรู้เลย เพราะฉะนั้นเราจะต้อง...รู้ว่าแต่ละเทคนิคเนี่ย เชื้อโรคในช่องคลอด ความเป็นกรดเป็นด่างมันต่างกันไหม ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งแต่ละชนิดต่างกันหรือไม่" นายแพทย์ธิติ กล่าว
ประเด็นที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญมีอยู่สามด้านหลัก
- ด้านแรก คือ สภาพแวดล้อมทางชีวภาพภายในช่องคลอดเทียม ทั่วโลกยังไม่มีข้อมูลว่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ชนิดของเชื้อจุลชีพ และความชื้นภายในช่องคลอดที่สร้างจากเทคนิคต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ลำไส้ หรือเยื่อบุช่องท้อง มีความแตกต่างกันอย่างไร
- ด้านที่สอง คือ ความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าผู้ที่ผ่านการผ่าตัดยังคงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด อาทิ ซิฟิลิส หนองในเทียม เริม และหูดหงอนไก่ โดยงานวิจัยกำลังศึกษาต่อว่าเชื้อแต่ละชนิดเกิดขึ้นในช่องคลอดเทียมแต่ละเทคนิคแตกต่างกันอย่างไร
- ด้านที่สาม คือ ความเสี่ยงมะเร็งที่แปรผันตามชนิดเนื้อเยื่อต้นทาง ควบคู่กับปัญหาเชิงเทคนิคของการตรวจคัดกรอง เนื่องจากช่องคลอดเทียมมีความลึกถึง 6-7 นิ้ว ซึ่งเครื่องมือตรวจภายในแบบปกติเข้าถึงได้ไม่ลึกพอ และแพทย์สูตินรีเวชทั่วไปอาจไม่คุ้นเคยกับการตรวจหามะเร็งลำไส้ในตำแหน่งช่องคลอด ทำให้ยังไม่มีแนวทางตรวจคัดกรองมาตรฐานรองรับในปัจจุบัน เมื่อร่างกายใหม่ ไม่มี "คู่มือตรวจ" เดิม ด้วยเหตุนี้ ทีมแพทย์ไทยจึงอยู่ระหว่างการพัฒนางานวิจัย รวมไปถึงเครื่องมือแพทย์ใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับการตรวจภายในช่องคลอดเทียม ควบคู่ไปกับการวางแนวทางตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะสมกับกายวิภาคเฉพาะของผู้ผ่านการผ่าตัดแต่ละเทคนิค
นอกเหนือจากความเสี่ยงเฉพาะจุดของอวัยวะที่สร้างขึ้นใหม่ นายแพทย์ธิติยังย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้เรื่องการรับฮอร์โมนต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากการปรับเปลี่ยนระดับฮอร์โมนในร่างกายมีผลต่อความหนาแน่นของกระดูก ผู้ผ่านการยืนยันเพศสภาพจึงมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและอาการคล้ายวัยทองหากขาดการติดตามดูแลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ทีมสหวิชาชีพต้องดูแลควบคู่ไปกับการติดตามผลหลังผ่าตัด
เมื่อถามถึงอนาคต นอกเหนือไปจากงานวิจัยชิ้นนี้แล้ว นพ.ธิติ เล่าให้ฟังว่า อีกหนึ่งทิศทางในอนาคตที่วงการแพทย์เริ่มมองไปถึงคือความเป็นไปได้ของ "การปลูกถ่ายมดลูก" จากผู้หญิงสู่หญิงข้ามเพศ เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถตั้งครรภ์ได้ในอนาคต เนื่องจากทุกวันนี้บางประเทศเริ่มมีการปลูกถ่ายมดลูกจากแม่ (ซึ่งไม่ได้ใช้มดลูกแล้ว) ไปสู่ลูกสาวที่มีปัญหาเรื่องมดลูกและต้องตัดออก .. ทั้งนี้ วิธีการดังกล่าวอาจสามารถนำมาปรับใช้ได้กับผู้รับบริการที่ร่างกายเคยเป็นเพศชายมาก่อนแต่อยากตั้งท้องด้วยตัวเองได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ธิติชี้ว่าเงื่อนไขสำคัญก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้ คือต้องเตรียมความพร้อมของสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดเทียมให้รองรับได้อย่างปลอดภัยเสียก่อน ซึ่งจะย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับงานวิจัยด้านสภาพแวดล้อมช่องคลอดที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
……
ทำไม "การดูและระยะยาว" นี้ถึงสำคัญต่อภาพ Medical Hub ของไทย สำหรับประเทศที่วางเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพระดับโลก การมีเทคนิคผ่าตัดที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
งานวิจัยด้านการดูแลสุขภาพระยะยาวหลังผ่าตัด ทั้งเรื่องความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ความเสี่ยงมะเร็ง และการพัฒนาเครื่องมือตรวจเฉพาะทาง จะเป็นปัจจัยที่สร้างความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนให้กับระบบบริการในระยะยาว ต่างจากการแข่งขันด้านราคาที่คู่แข่งในตลาดโลกยังตามไม่ทัน
อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติม
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC3977439







