
โก โฮลเซลล์ถอดสูตรสติ๊กเกอร์ท็อปส์ เจาะตลาด B2B หวังเพิ่มยอดซื้อต่อบิล 30%
โก โฮลเซลล์ต่อยอดแคมเปญ “สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” จากท็อปส์สู่ตลาด B2B เปิดทางผู้ประกอบการเลือกสินค้ารับส่วนลดเอง หวังดันยอดซื้อต่อบิลเพิ่ม 30%
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายกลยุทธ์จากธุรกิจค้าปลีกสู่ตลาดค้าส่ง โดยนำแคมเปญ “สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” ของท็อปส์ มาปรับรูปแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้า B2B เป็นครั้งแรก
กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งสร้างประสบการณ์ที่เปิดให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการเลือกใช้ส่วนลด หรือ Customer Empowerment โดยสามารถนำสติ๊กเกอร์ไปเลือกแปะกับสินค้าที่ต้องการลดราคาได้เอง ทั้งสินค้ายกลังและยกแพ็ก เพื่อช่วยบริหารต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่าในการซื้อสินค้า
ริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ กล่าวว่า ธุรกิจค้าส่งจำเป็นต้องเข้าใจความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละประเภท เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการใช้งานสินค้าที่แตกต่างกัน โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมซื้อสินค้าในปริมาณมาก ทั้งแบบยกลังและยกลอต เพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่าและนำสินค้าไปต่อยอดสร้างรายได้
ดังนั้น โก โฮลเซลล์จึงมุ่งพัฒนาทางเลือกใหม่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยครั้งนี้เป็นการนำแคมเปญที่ประสบความสำเร็จจากตลาด B2C ของท็อปส์มาปรับใช้กับลูกค้า B2B
“แคมเปญสติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด เพื่อลูกค้า B2B เกิดขึ้นจากการซินเนอร์จี้ระหว่าง โก โฮลเซลล์ กับท็อปส์ ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด โดยตั้งใจนำองค์ความรู้และกลไกการตลาดที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้กับกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมการซื้อแตกต่างกัน” ริคาร์โด้กล่าว
ด้าน จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด กล่าวว่า แคมเปญ “GO สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” เป็นการต่อยอดจากแคมเปญของท็อปส์ ซึ่งมีจุดเด่นจากการเปิดให้ลูกค้าเป็นผู้เลือกเองว่าจะนำส่วนลดไปใช้กับสินค้าใด
เมื่อปรับมาใช้กับลูกค้า B2B โก โฮลเซลล์ยังคงแนวคิดการสร้างการมีส่วนร่วม แต่เพิ่มมิติด้านการบริหารต้นทุนเข้ามา โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ส่วนลดกับสินค้าที่ต้องการได้ตามรูปแบบธุรกิจของตัวเอง
“กลไกของแคมเปญตอบโจทย์การบริหารต้นทุนโดยตรง เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการซื้อสินค้าต่อครั้งเพิ่มขึ้น เพื่อรับสติ๊กเกอร์และนำไปใช้กับสินค้าหลายกลุ่ม” จักรกฤษณ์กล่าว
บริษัทคาดว่าแคมเปญจะช่วยเพิ่มยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย หรือ Average Basket Size ประมาณ 30% โดยกลุ่มสินค้าที่เข้าร่วมครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ เช่น น้ำมัน ข้าวสาร เครื่องปรุงไทยและนานาชาติ รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาด ตลอดจนสินค้าแบรนด์ต่างๆ
นอกจากนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวยังมุ่งเพิ่มการกลับมาซื้อซ้ำ เพิ่มจำนวนผู้เข้าร้าน และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดยบริษัทมองว่ากลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีพฤติกรรมซื้อสินค้าในปริมาณมากก็สามารถเข้าร่วมแคมเปญได้เช่นกัน
สำหรับแคมเปญ “สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 ครอบคลุมโก โฮลเซลล์ทั้ง 14 สาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งสิทธิ์รับสมุดสติ๊กเกอร์เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ซื้อสินค้าครบ 1,200 บาทต่อใบเสร็จ รับสมุดสติ๊กเกอร์ Set A, ครบ 3,500 บาท รับ Set B และครบ 12,000 บาท รับ Set C
ลูกค้าสามารถนำสติ๊กเกอร์ไปใช้กับสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขของแคมเปญ โดยจำกัดการรับสมุดสติ๊กเกอร์สูงสุด 3 เล่มต่อวันต่อคน และไม่สามารถใช้กับสินค้าชั่งน้ำหนัก รวมถึงสินค้าเหล้า เบียร์ และบุหรี่
แคมเปญแบ่งการทำตลาดออกเป็น 3 รอบ ได้แก่ รอบแรกวันที่ 19 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 รอบสองวันที่ 2-15 กันยายน และรอบสามวันที่ 16-30 กันยายน 2569
ทั้งนี้ มีสินค้าเข้าร่วมกว่า 4,500 รายการ จาก 192 แบรนด์ ให้ส่วนลดตั้งแต่ 2-20% ครอบคลุมทั้งสินค้าทั่วไป สินค้าแบรนด์ของบริษัท เช่น A Choice, ProSave และ SuperSave รวมถึงแบรนด์พันธมิตร
โก โฮลเซลล์ระบุว่า ในระยะต่อไปบริษัทจะเดินหน้าผสานองค์ความรู้และความสำเร็จด้านการตลาดภายในกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด เพื่อพัฒนารูปแบบการตลาดใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ







