
ครม.ถกเคาะกรอบงบปี70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เน้นวินัยการเงินการคลังเข้มงวด
เปิดแฟ้มครม. 28เม.ย.69 นายกฯ อนุทิน เตรียมพิจารณาเห็นชอบกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากปีก่อน พร้อมตั้งเป้าชดเชยการขาดดุลงดงาม
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท
- กำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 788,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 8.4 เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง
- คาดการณ์หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ร้อยละ 69.4 ต่อจีดีพี พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การของบประมาณโครงการขนาดใหญ่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาทบทวนประมาณการรายได้และกำหนดโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามมติของ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ประชุมเตรียมพิจารณาก่อนมีมติเห็นชอบกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 โดยประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 8.4 สะท้อนถึงการรักษาวินัยการเงินการคลัง
สำหรับกรอบงบประมาณดังกล่าวยังอยู่ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง โดยคาดการณ์หนี้สาธารณะคงค้างไว้ที่ 13.79 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69.4 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งประเมินว่าในปี 2570 จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 20.44 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ครม. ยังได้หารือถึงหลักเกณฑ์การเสนอคำของบประมาณจากหน่วยงานรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณที่ต้องการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อนส่งสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ หากเป็นรายการที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องดำเนินการประเมินความเสี่ยงการทุจริตประกอบการพิจารณาด้วย
ขั้นตอนจากนี้ หน่วยงานรับงบประมาณทุกแห่งจะต้องจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนส่งสำนักงบประมาณดำเนินการตามกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป
กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันพรุ่งนี้ (29 เม.ย.) เพื่อให้มีผลใช้ในรอบบิลเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยอัตราค่าไฟฟ้าใหม่จะครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
- กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย (กลุ่มเป้าหมายหลัก): มุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น กลุ่มเดิมที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย จำนวน 15.4 ล้านครัวเรือน และกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วย อีก 7.8 ล้านครัวเรือน ที่จะได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างนี้
- กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย (กลุ่มเรตปกติ): เป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าระดับปานกลาง คิดอัตราค่าไฟฟ้าเรตปกติที่ 3.95 บาทต่อหน่วย มีประชาชนในกลุ่มนี้ 4.6 ล้านครัวเรือน
- กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป (กลุ่มรอปรับอัตราใหม่): สำหรับบ้านเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูง จำนวน 3.2 ล้านครัวเรือน จะถูกปรับขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นมากกว่า 5 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ ขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับประชาชนกลุ่มนี้ว่าควรพิจารณาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าไฟฟ้า
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน จะเสนอขออนุมัติกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาระดับราคาพลังงาน โดยต้องจับตาว่าจะมีการอนุมัติรูปแบบการกู้เงินว่าจะเป็นการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระหนี้สะสมสูงกว่า 6 หมื่นล้านบาท
กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการเตรียมการด้านงบประมาณสำหรับการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2569
กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอแผนการส่งผู้แทนไทยเข้าสมัครรับการเลือกตั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในด้านสาธารณสุขระดับโลก ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนมไทย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เสนอโครงการพัฒนาศูนย์การแพทย์และนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ, การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, ศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ (มหาวิทยาลัยบูรพา), ศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) และโครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
สำหรับวาระเพื่อทราบ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เสนอข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้รับทราบการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวง อว. และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงการแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ยังครอบคลุมถึงการพิจารณาแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อให้การบริหารงานในระดับพื้นที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของรัฐบาลต่อไป







