
กอ.รมน.สั่นคลอน ปมลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จี้ปฏิรูปโครงสร้างลดอำนาจรัฐซ้อนรัฐ
คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จุดชนวนเหตุสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อ กอรมน. เมื่อพบหลักฐานเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวพัน ยุคสมัยที่ต้องตัดสินใจระหว่างยุบหรือปฏิรูปองค์กร
KEY
POINTS
- เหตุลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ มีหลักฐานเชื่อมโยงว่าเจ้าหน้าที่และทรัพยากรของ กอรมน. เช่น รถยนต์ราชการ ถูกนำไปใช้ในการก่อเหตุ
- กรณีดังกล่าวทำให้ กอรมน. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในฐานะ "รัฐซ้อนรัฐ" และสร้างแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อลดอำนาจ
- มีข้อเสนอให้ปฏิรูปยุทธศาสตร์ของ กอรมน. โดยเปลี่ยนจาก "ทหารนำ" เป็น "การเมืองนำ" เพื่อลดบทบาทของทหารและสร้างความเป็นธรรมในพื้นที่
ชนวนเหตุ: ลอบยิง สส. สะท้อนความไม่ชอบมาพากล
เหตุการณ์ลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ กอรมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อปรากฏหลักฐานความเชื่อมโยงของเจ้าหน้าที่รัฐและทรัพยากรของหน่วยงานที่ถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งนำไปสู่คำถามถึงความโปร่งใสและการใช้อำนาจในพื้นที่
แกะรอยความพัวพัน: ทรัพยากรหลวงกับคำสั่งปริศนา
จากการรวบรวมข้อมูลพบความผิดปกติหลายประการ อาทิ การใช้รถกระบะของทางราชการสังกัด กอรมน. ในการก่อเหตุถึง 3 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงยอมรับว่าเป็นผู้ปล่อยให้ยืมใช้ ขณะที่มือปืนซึ่งเป็นทหารนอกราชการอ้างเหตุผลด้านอุดมการณ์ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่ามีการใช้พื้นที่ศาลากลางจังหวัดนราธิวาสในการวางแผน และมีคำสั่งพิเศษให้ระงับการตั้งด่านตรวจในพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มผู้ก่อเหตุหลบหนี ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด
ทางแพร่งของ กอรมน.: ยุบหรือปรับโครงสร้าง
ท่ามกลางข้อครหาว่าเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" ที่มีอำนาจล้นมือ ได้เกิดข้อเสนอทางออกสำคัญ 2 แนวทาง คือการยุบหน่วยงาน ซึ่งทำได้ยากเนื่องจากมีภารกิจและความรับผิดชอบต่อบุคลากรจำนวนมหาศาลกว่า 70,000 นาย หรือการปฏิรูปยุทธวิธีครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากหลักการ "ทหารนำ การเมืองตาม" ให้เป็น "การเมืองนำ เศรษฐกิจตาม และทหารสนับสนุน" เพื่อลดบทบาทอำนาจทหารและสร้างความเป็นธรรมในพื้นที่อย่างจริงจัง
ท่าทีกองทัพ: ปฏิเสธความขัดแย้ง มุ่งเน้นกระบวนการยุติธรรม
ฝ่ายกองทัพบก โดยพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็น "คดีความทางสังคม" ไม่ใช่ประเด็น "ความมั่นคง" พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่าง และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าหน่วยงานมีความขัดแย้งกับผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ
ความคืบหน้าการสอบสวน: มุ่งล่าผู้บงการ
ในส่วนของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าคดีนี้จะไม่มีการตัดตอน และจะดำเนินการสืบสวนจนถึงตัวผู้บงการให้ได้ ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยกลางสภาว่าทราบตัวผู้สั่งการแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการขยายผลเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ กอรมน. ในการจัดการปัญหาภายในและการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ขององค์กร หากหน่วยงานไม่เร่งดำเนินการปฏิรูปหรือชี้แจงข้อเท็จจริงให้กระจ่างชัด ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อบทบาทของรัฐในพื้นที่ภาคใต้จะเสื่อมถอยลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนต่างเฝ้ารอคอยบทสรุปทางกฎหมายที่โปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย







