คืบหน้าคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดคาดสรุปพยานสิ้นเมษายนนี้
ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแจงส่งข้อมูลปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ขณะที่ศาลขยายเวลาให้ กกต. อีก 15 วัน คาดสรุปพยานสิ้นเมษายนนี้
KEY
POINTS
- ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำชี้แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วตามกำหนด ขณะที่ กกต. ขอขยายเวลาชี้แจงเพิ่ม 15 วัน
- ประธานศาลรัฐธรรมนูญยันตุลาการมีอิสระในการวินิจฉัย และจะเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน
- ศาลยืนยันว่าการพิจารณาคดีนี้ไม่กระทบต่อการทำงานของรัฐบาล เนื่องจากเป็นคนละขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างฝ่ายตุลาการและบริหาร
ศาลยืดเวลาให้กกต.แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ลับ
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้งที่มี QR code และ barcode ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อหลักความลับในการออกเสียงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยระบุว่าทางสำนักงานฯ ได้ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามกรอบเวลาที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีการขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ถูกร้อง ได้ขอขยายระยะเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน โดยคาดว่ากระบวนการยื่นบัญชีพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในลำดับถัดไป
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยันตุลาการมีอิสระพิจารณาคดีนี้
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุถึงขั้นตอนการพิจารณาว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งศาลมีนโยบายอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้งตามความจำเป็น หลังจากได้รับข้อมูลครบถ้วนแล้ว องค์คณะตุลาการจะพิจารณาว่าพยานหลักฐานมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือมีความจำเป็นต้องเรียกบุคคลเข้าไต่สวนเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องความเชื่อมั่นในคำวินิจฉัยนั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าตุลาการทุกคนมีอิสระในการใช้ดุลยพินิจ และไม่ได้มีความกังวลต่อคดีดังกล่าว เนื่องจากยังอยู่ในกรอบเวลาที่เหมาะสม โดยคดีนี้จะเป็นการพิสูจน์เรื่อง "ความเป็นลับของการเลือกตั้ง" ทั้งในแง่เฉพาะหน้าและแง่ของการสืบค้นตามที่ผู้ร้องตั้งข้อสังเกตไว้
ยันคดีไม่กระทบฝ่ายบริหารรัฐบาลทำงานได้ตามปกติ
ในส่วนของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นว่า รัฐบาลสามารถดำเนินงานต่อไปได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นคนละขอบเขตอำนาจกัน โดยฝ่ายบริหารมีหน้าที่ทำงานรายวันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ขณะที่ศาลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายตามรายคดีเท่านั้น
ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญมีความต้องการพยานหลักฐานเพิ่มเติม นายทรงศัก ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมที่จะหารือเพื่อส่งตัวแทนเข้าชี้แจงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยจะรอดูหนังสือแจ้งจากศาลเป็นหลัก เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสและหลักความลับในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างครบถ้วนและยุติธรรมต่อทุกฝ่ายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ


