posttoday

ณัฐพงษ์ จี้รัฐล่าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เปิดกำไรโรงกลั่น

07 เมษายน 2569

ณัฐพงษ์กดดันรัฐบาลขยายผลเอาผิดขบวนการกักตุนน้ำมัน พร้อมเรียกร้องเปิดต้นทุน-กำไรโรงกลั่น ชี้ค่าการกลั่นพุ่งผิดปกติ ต้องโปร่งใสเป็นธรรม

KEY

POINTS

  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบและหาตัวผู้ที่อาจกักตุนน้ำมัน ซึ่งเป็นสาเหตุของวิกฤตราคาพลังงาน
  • เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงสร้างต้นทุน กำไร และค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
  • เสนอให้รัฐพิจารณาเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่น หากพบว่ามีการทำกำไรสูงเกินควร เพื่อนำมาลดภาระของประชาชน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน  ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลว่า พรรคเตรียมอภิปรายภายใต้ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” เพื่อสะท้อนเสียงความเดือดร้อนของประชาชนไปยังรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ปัญหาสำคัญที่สะท้อนคือแนวทางการบริหารของรัฐบาลที่มักแก้ปัญหา “ย้อนหลัง” มากกว่าการป้องกันล่วงหน้า โดยยกตัวอย่างกรณีวิกฤตราคาน้ำมัน และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเกิดซ้ำซากทุกปี ขณะที่ประชาชนเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูล เช่น กรณีการกักตุนน้ำมัน แต่กลับมีความไม่ชัดเจนในคำชี้แจงของรัฐบาล

พร้อมชี้ว่า การบริหารจัดการควรมุ่งเน้นการป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงออกมาแสดงความเสียใจ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณ และสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และความคุ้มครองด้านความปลอดภัย ซึ่งควรมีอย่างเพียงพอ

หัวหน้าพรรคประชาชน ยังระบุว่า นอกจากวิกฤตเฉพาะหน้า ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ปัญหาการศึกษา สิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างตลาดพลังงานที่ควรเปิดเสรี และประเด็นการเกณฑ์ทหาร

ทั้งนี้ พรรคได้เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน ครอบคลุมทุกมิติ โดยตนจะเป็นผู้อภิปรายเปิด ตามด้วย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งจะเริ่มจากประเด็นเศรษฐกิจ ก่อนขยายไปยังด้านอื่นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อประเมินร่างนโยบายรัฐบาล นายณัฐพงษ์ เห็นว่า แม้มีความพยายามนำแนวคิดใหม่ เช่น การจัดกลุ่มคลัสเตอร์บริหาร 5 ด้าน และการบูรณาการนโยบายจากหลายพรรค แต่ในหลักการไม่ได้มีข้อขัดแย้ง เนื่องจากหลายเรื่องพรรคประชาชนก็เคยเสนอเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการ “มัดรวมนโยบาย” ยังไม่เพียงพอ หากขาดพลังในการขับเคลื่อน โดยปัจจัยสำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งขณะนี้ทั้งประชาชนและภาคเอกชนยังตั้งคำถามต่อรัฐบาล ทั้งเรื่องที่มาของอำนาจ และความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน “แม้ ครม.บางคนมีความสามารถ แต่โดยรวมยังเห็นโควตาทางการเมืองจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้นโยบายไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ หากไม่กล้าชนกับคอร์รัปชันและผลประโยชน์ทับซ้อน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

สำหรับเสถียรภาพรัฐบาล นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การอยู่ครบเทอมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความชอบธรรมจากกระบวนการเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใส พร้อมยกกรณีความผิดปกติในบางพื้นที่ เช่น จ.สุพรรณบุรี ที่ควรมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง

 

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้บุคคลในคณะรัฐมนตรีต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และควรแสดงความโปร่งใสตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแสดงความรับผิดชอบภายหลัง

ส่วนข้อกังวลว่าฝ่ายค้านจะใช้เวทีอภิปรายเป็นเวทีซักฟอก นายณัฐพงษ์ มองว่า การตรวจสอบรัฐบาลเป็นกลไกปกติของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการอภิปราย การตั้งกระทู้ หรือการทำงานในกรรมาธิการขณะที่ประเด็นการอภิปรายซ้ำซ้อน ยืนยันว่า พรรคประชาชนได้จัดสรรเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ผู้อภิปรายกว่า 20 คน จะนำเสนอประเด็นที่แตกต่างกันอย่างรอบด้าน

โดบนายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ต้องการให้เวทีรัฐสภากลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งทางการเมือง โดยหวังให้เป็นเวทีที่ประชาชนได้รับข้อมูลและเห็นทิศทางการแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน และเชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าชี้แจงนั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังคือ “ความชัดเจนของตัวเลข” โดยเฉพาะโครงสร้างต้นทุนและค่าการกลั่น

นายณัฐพงษ์ อธิบายว่า ปัจจุบันการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ อาจทำให้ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติที่ผ่านมา ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน

ดังนั้น หากมีการเรียกโรงกลั่นเข้าชี้แจง ควรเปิดเผยข้อมูลต้นทุน กำไร และโครงสร้างราคาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้กำไรของผู้ประกอบการอยู่ในระดับที่ เป็นธรรมและสมเหตุสมผลหากพบว่ามีการทำกำไรเกินควรในช่วงที่ผ่านมา รัฐควรพิจารณาเรียกคืนผลประโยชน์บางส่วนกลับคืน เพื่อนำมาบรรเทาภาระของประชาชน

ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าระดับใดถือว่าเหมาะสมหรือไม่เป็นธรรม แต่แนวทางที่จะนำไปสู่คำตอบได้ คือการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด ทั้งต้นทุนและกำไรของโรงกลั่นอย่างรอบด้าน

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานในครั้งนี้ ควรเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อสร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการด้านพลังงานของรัฐบาล

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์กรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เตรียมยื่นคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกาในวันที่ 9 เม.ย. ว่า โดยหลักเป็นกระบวนการตามปกติ แต่จังหวะเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงใกล้เทศกาล สงกรานต์ จึงเห็นว่าหากมีคำสั่งใดๆ ควรเป็นไปหลังช่วงวันหยุด

อย่างไรก็ตาม หากมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนช่วงสงกรานต์จริง มองว่าอาจถูกตั้งข้อสังเกตถึงความเร่งรัดของกระบวนการ และไม่ควรมีการดำเนินการในลักษณะที่กระทบต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะในช่วงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล ควรปล่อยให้กระบวนการรัฐสภาดำเนินไปตามปกติ

เมื่อถามถึงนัยยะทางการเมือง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า กรณีคดี 44 สส. เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการ เนื่องจาก สส. มีอำนาจในการเสนอแก้ไขกฎหมาย พร้อมมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่าย “นิติสงคราม” ที่ฝ่ายตรงข้ามใช้กลไกทางกฎหมายสกัดกั้นทางการเมือง ซึ่งอาจยิ่งสร้างความไม่พอใจในสังคม

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวว่า แม้คดีจะอยู่ในกระบวนการขององค์กรอิสระและศาลฎีกา แต่สังคมยังตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงทางอำนาจ โดยเฉพาะบทบาทของพรรคแกนนำรัฐบาล จึงไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรัดที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ส่วนการเตรียมรับมือ หากมีคำสั่งออกมาในช่วงอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล นายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคได้เตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ไว้แล้ว แม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าทำหน้าที่ทางการเมืองต่อไปอย่างเต็มที่

ข่าวล่าสุด

"ยศชนัน" ชูนวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน - ฝุ่น PM2.5 เตรียมเสนอ ครม.