รายงานพิเศษ: เจาะขุมกำลังภูมิใจไทย จัดทัพครม.อนุทิน2แบ่งเค้กลงตัว
ภูมิใจไทยจัดทัพครม.อนุทิน2โชว์พลังรุ่นใหม่คุมกระทรวงเกรดเอพร้อมเสนอโสภณนั่งประธานสภาฯเตรียมโหวตนายกฯ18มีนาคมนี้ท่ามกลางปมคุณสมบัติรัฐมนตรีเพื่อไทยที่ยังฝุ่นตลบ
KEY
POINTS
- การปรับทัพสู่คนรุ่นใหม่: พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการวางตัว สส. รุ่นใหม่ (กลุ่มลูกเทพ) คุมกระทรวงเกรดเออย่างมหาดไทยและคมนาคม เพื่อสร้างผลงานและภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพรรค
- การจัดดุลอำนาจและการกีดกัน: การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เน้นความเป็นเอกภาพโดยการตัดพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมออกจากการร่วมรัฐบาล เพื่อลดปัญหาภายในและรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของแกนนำหลัก
- ความเสี่ยงด้านคุณสมบัติ: ปัญหาข้อกฎหมายและคดีความในชั้น ป.ป.ช. ของรัฐมนตรีบางรายจากพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาล "อนุทิน 2" ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน
รายงานพิเศษ: เจาะขุมกำลัง "อนุทิน 2" ทัพคนรุ่นใหม่และการจัดดุลอำนาจใหม่
การขยับหมากทางการเมืองครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้นหลังมีกระแสข่าวการจัดทำโผคณะรัฐมนตรี "อนุทิน 2" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการจัดทำบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีและตำแหน่งสำคัญในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 18-19 มีนาคม 2569 นี้
ในโครงสร้างใหม่นี้ พรรคภูมิใจไทยได้ผลักดันกลุ่ม สส. รุ่นใหม่ หรือที่ถูกเรียกในแวดวงการเมืองว่ากลุ่ม "ลูกเทพ" เข้ามามีบทบาทบริหารในกระทรวงหลักมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า "การเลือกใช้คนรุ่นใหม่ในกระทรวงมหาดไทยและคมนาคม เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกผ่านพลังของคนเจเนอเรชันใหม่" ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานระยะยาวให้กับพรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน
การจัดสรรกระทรวงเกรดเอและขุมกำลังคนรุ่นใหม่
ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการ มีการวางตัวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา คุมกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุชาติ ชมกลิ่น ดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนพรรคเพื่อไทยยังคงรักษาฐานที่มั่นสำคัญ อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่โยกไปดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช่วยฯ) ของภูมิใจไทยที่เน้นส่งคนรุ่นใหม่เข้าประกบกระทรวงใหญ่ เช่น นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ในกระทรวงคมนาคม สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจให้ สส. ดาวรุ่งได้โชว์ผลงานบริหารงานระดับชาติ
จัดแถวฝ่ายนิติบัญญัติและเอกภาพพรรคร่วม
ไม่เพียงแต่ฝ่ายบริหารเท่านั้น ตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติยังมีการวางตัวบุคคลสำคัญอย่างนายโสภณ ซารัมย์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เพื่อควบคุมกลไกทางกฎหมายให้สอดรับกับการทำงานของฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีรายงานชัดเจนว่า "ไม่ร่วมงาน" กับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์
เหตุผลสำคัญคือประเด็นด้านภาพลักษณ์และความเป็นเอกภาพภายในพรรคเหล่านั้นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดใหม่ การตัดสินใจตัดสองพรรคนี้ออกจากการร่วมรัฐบาลสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของแกนนำในการ "รีดไขมัน" เพื่อให้ได้คณะรัฐมนตรีที่มีความเป็นปึกแผ่นและลดความขัดแย้งในการดำเนินนโยบายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ปมคุณสมบัติและเมฆหมอกความไม่แน่นอน
แม้โผครม. จะดูลงตัวในหลายจุด แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยยังคงมีประเด็นที่น่าจับตา โดยเฉพาะชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักเรื่องคุณสมบัติ เนื่องจากมีคดีความค้างอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจกลายเป็น "ชนวนเหตุ" ทางกฎหมายที่ย้อนกลับมาเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลในภายหลังได้
การคัดกรองคุณสมบัติรัฐมนตรีเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในครั้งนี้ เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจหมายถึงจุดจบของรัฐมนตรีทั้งคณะได้ แหล่งข่าวฝ่ายกฎหมายระบุว่า "ความชัดเจนเรื่องคดีความต้องจบก่อนวันโปรดเกล้าฯ เพื่อป้องกันแรงกระเพื่อมทางการเมือง" นี่จึงเป็นจุดเปราะบางที่ทุกฝ่ายยังคงเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดก่อนถึงวันโหวตเลือกผู้นำประเทศคนใหม่


