posttoday

เพื่อไทยขาดไม่ได้2ส.เสาค้ำยันร่วมครม.อนุทิน2กู้ซากพรรคพ่ายศึกเลือกตั้ง

06 มีนาคม 2569

พรรคเพื่อไทยเร่งปรับยุทธศาสตร์ชูสมศักดิ์-สุริยะค้ำเสถียรภาพพรรคหลังพ่ายเลือกตั้ง69 ในสนามกรุงเทพฯและฐานเสียงหลักหวังแก้ปมรอยร้าวภายในและสู้ศึกเลือกตั้งสมัยหน้า

KEY

POINTS

  • วิกฤตเอกภาพ: พรรคเพื่อไทยเผชิญความแตกแยกภายในและสูญเสียฐานเสียงหลักในกรุงเทพฯ และภาคเหนือเนื่องจากยุทธศาสตร์ข้ามขั้วและกระแสพรรคสีส้ม
  • อำนาจ 2 สอ: นายสุริยะและนายสมศักดิ์คือตัวแปรสำคัญต่อเสถียรภาพพรรค หากถูกปรับออกอาจเกิดภาวะ สส. ไหลออกจนพรรคแตกพ่ายในการเลือกตั้งครั้งหน้า
  • บททดสอบรัฐบาล: ภายใต้การนำของนายอนุทิน เพื่อไทยต้องพิสูจน์ผลงานท่ามกลางวิกฤตพลังงานเพื่อกู้คืนศรัทธาและความเชื่อมั่นจากผู้สนับสนุนเดิม

วิกฤตศรัทธาและรอยร้าวภายในพรรค

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก หลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา "แบรนด์ชินวัตร" ไม่สามารถครองใจคนเมืองหลวงได้ ส่งผลให้พรรคสูญเสียที่นั่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทั้งหมด

รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์เดิมอย่างเชียงใหม่และภาคอีสานที่เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญก็ถูกตีแตก ความพ่ายแพ้นี้ถูกวิเคราะห์ว่าเกิดจากยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดในการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และการประเมินกระแส "พรรคสีส้ม" ต่ำเกินไป รวมถึงการถูกกระแสชาตินิยมจาก "พรรคฝ่ายน้ำเงิน" รุกคืบ จนทำให้ภาพลักษณ์พรรคเสรีประชาธิปไตยสั่นคลอน

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาภายในยังเป็นระเบิดเวลาที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยในวันนี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มคนในบ้าน กลุ่มทายาทการเมือง และกลุ่มผู้ดูแลทรัพยากร

ความไม่พอใจปะทุขึ้นเมื่อโควตารัฐมนตรีถูกจำกัดเพียง "4 ว่าการ 4 ช่วย" ส่งผลให้แกนนำหลายคนแสดงท่าทีพร้อมถอนตัว การบริหารจัดการอำนาจภายในจึงกลายเป็นโจทย์หินที่พรรคต้องเร่งแก้ไขเพื่อประคองเอกภาพให้รอดพ้นจากภาวะแตกพ่าย

“2 สอ” เสาค้ำยันและอำนาจต่อรอง

ท่ามกลางความผันผวน บทบาทของ “2 สอ” คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้กลายเป็น “เสาค้ำยัน” หลักที่พรรคขาดไม่ได้ แหล่งข่าวระดับสูงในพรรคระบุว่า “หากปราศจาก 2 สอ พรรคเพื่อไทยอาจถึงขั้นล่มสลายในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะ สส. จำนวนมากพร้อมจะย้ายสังกัดทันที” ความแข็งแกร่งของทั้งคู่ในฐานะผู้กุมทรัพยากรทางการเมืองและฐานเสียงกลุ่มจังหวัด ทำให้พรรคไม่กล้าเสี่ยงที่จะปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องโควตาก็ตาม

โดยเฉพาะในรายของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งมีประสบการณ์บริหารมาหลายกระทรวง ยังคงมีเป้าหมายชัดเจนในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างผลงานเชิงรุกในระดับฐานราก การรักษาสมดุลอำนาจให้ 2 สอ ยังคงอยู่ในตำแหน่งสำคัญ จึงเปรียบเสมือนการซื้อตั๋วประกันความมั่นคงให้กับพรรค เพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกพรรคไหลออกไปรวมกับขั้วอำนาจอื่นที่มีความพร้อมด้านทุนและกลไกรัฐมากกว่า

ทางเลือกระหว่างการปรับตัวหรือล่มสลาย

ปัจจัยความพ่ายแพ้ที่ผ่านมายังเกี่ยวพันกับสถานการณ์ของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่การถูกคุมขังในช่วงก่อนหน้าได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในคอนเนกชั่นและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

ขณะเดียวกัน พรรคยังเพลี่ยงพล้ำต่อพรรคฝ่ายน้ำเงินและเขียวในแง่ของทรัพยากรและอำนาจรัฐ การกอบกู้สถานการณ์จึงต้องทำอย่างรอบด้าน

ทั้งการดึงคะแนนนิยมจากคนรุ่นใหม่กลับคืนมา และการพิสูจน์ผลงานในรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังถูกจับตาเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน

บทสรุปของสถานการณ์นี้บ่งชี้ว่า เพื่อไทยกำลังอยู่ในช่วง "เปลี่ยนผ่านที่อันตราย" หากไม่สามารถหลอมรวมกลุ่มต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว หรือไม่สามารถรักษา "2 สอ" ให้อยู่กับพรรคได้ โอกาสที่จะกลับมายิ่งใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแทบจะเป็นศูนย์

แนวทางแก้ไขคือการเร่งสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อกู้กระแส และต้องบริหารจัดการโควตาอำนาจภายในให้ลงตัวที่สุดเพื่อรักษาฐาน สส. เดิมไว้ มิฉะนั้นบทบาทของพรรคเพื่อไทยอาจเหลือเพียงพรรคขนาดกลางในอนาคต

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

ข่าวล่าสุด

อนุทินเซ็นตั้งศบก.ดึงรัฐ-เอกชนรับมือวิกฤตการณ์สู้รบตะวันออกกลาง