posttoday
เปิดหนังสือไทยแจงยูเอ็น

เปิดหนังสือไทยแจงยูเอ็น

07 กุมภาพันธ์ 2554

เปิดรายละเอียดหนังสือของไทยที่ชี้แจงต่อ คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ระบุเขมรรุกรานละเมิดอธิปไตยไทยก่อน พร้อมขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของกะมพูชา 

เปิดรายละเอียดหนังสือของไทยที่ชี้แจงต่อ คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ระบุเขมรรุกรานละเมิดอธิปไตยไทยก่อน พร้อมขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของกะมพูชา 

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เปิดเผยรายละเอียดของหนังสือที่ นายกษิต ภิรมย์รมว.การต่างประเทศของไทย ที่ส่งถึง นางมาเรีย ลุยซา ริเบโร ไวอ็อตติ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ลงวันที่ 5 ก.พ. 2554

หนังสือดังกล่าว ได้อธิบายข้อเท็จจริงและแสดงจุดยืนของฝ่ายไทยต่อเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยได้ลำดับ ดังนี้

1.เมื่อวันที่ 4 ก.พ. เวลาราว 15.20 น. ทหารฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีค่ายทหารของกองทัพไทย ตั้งอยู่ที่ ภูมะเขือ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของไทย ด้วยอาวุธหนัก อาทิ ปืนครก เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ( ปรส.) ปืนใหญ่พิสัยไกล รวมทั้งเครื่องยิงขีปนาวุธแบบหลายลำกล้อง (เอ็มแอลอาร์เอส)

2 .กระทั่งต่อมา เวลา 16.20 น. วันเดียวกัน ทหารฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีจากที่มั่นบริเวณปราสาทพระวิหารมายังค่ายทหารของกองทัพไทย บริเวณผามออีแดง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของไทย นอกจากนี้ ยังมีกระสุนปืนใหญ่ถูกยิงมาตกที่บ้านภูมิซรอล อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเขตชายแดนไทย-กัมพูชาราว 5 กิโลเมตร โดยการปะทะกันยุติลงเมื่อเวลาราว 18.00 น.

3.เมื่อวันที่ 5 ก.พ. เวลาราว 06.15 น. ทหารฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธหลายชนิด อาทิ ปืนเอเค- 47 หรืออาก้า ปืนครก เครื่องยิงลูกระเบิดและเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี โดยมีเป้าหมายเป็นค่ายทหารของกองทัพไทย บริเวณภูมะเขือ กระทั่งเวลาราว 07.45 น. การปะทะจึงยุติ

4.การโจมตีของกัมพูชานั้นกระทำอย่างปราศจากการแยกแยะ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่ทหารไทย 1 นาย รวมทั้งมีทหารฝ่ายไทยบาดเจ็บอีก 13 นาย สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพย์สินของพลเรือน ประชาชนกว่า 6,000 คนซึ่งอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนต้องถูกอพยพ

5.การโจมตีดัวกล่าวของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรนานาชาติ แม้ทางการไทยจะใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่ก็จำเป็นต้องปฏิบัติการตอบโต้ตามสิทธิในการป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับที่ 51 ของกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ โดยการปฏิบัติการป้องกันตนเองข้างต้นทำไปด้วยความจำเป็น มุ่งการโจมตีไปยังเป้าหมายด้านการทหารเท่านั้น กล่าวคือ ตำแหน่งที่กัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามา

ในหนังสือยังระบุว่า ทางการไทยขอประท้วงอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีของกัมพูชามายังฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่ปราศจากการยั่วยุใดๆ ซึ่งเข้าข่ายการรุกราน การละเมิดอธิปไตยและการละเมิดดุลยภาพของพื้นที่ในประเทศไทย

พร้อมย้ำว่า ทางการไทยนั้นปฏิบัติตามกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ และกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัดทั้งในแง่เจตนารมย์และพื้นฐานแห่งข้อบังคับ รวมทั้งยอมรับคำตัดสินกรณีปราสาทพระวิหารของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี 2505 โดยทางการไทยยังคงแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาผ่านกระบวนการสันติวิธี อันสอดคล้องกับเจตนารมย์แห่งคณะผู้นำของทั้งสองชาติ

6.ทั้งสองประเทศมีความตั้งใจดีและพร้อมที่จะทำงานร่วมกันกับกัมพูชาผ่านกระบวนการทวิภาคีต่างๆ อาทิ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) คณะกรรมการประสานงานชายแดนระดับภูมิภาค (อาร์บีซี) และคณะกรรมาธิการร่วมความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) เพื่อบรรลุการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนไทยและกัมพูชา

7.ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเห็นพ้องกันให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา ( เจบีซี) ครั้งใหม่โดยเร็วที่สุด ซึ่งตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 7 เมื่อ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยทางการไทยกำลังอยู่ระหว่างหารือวันเวลาที่เหมาะสมของประชุมดังกล่าวกับทางการกัมพูชา ซึ่งตอนนี้ทั้งสองชาติได้เปิดช่องทางติดต่อกันระหว่างทั้งสองชาติในทุกระดับชั้น และประสานกันอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นายกษิต ได้ระบุไว้ในตอนสุดท้ายของจดหมายว่า ต้องการให้จดหมายนี้ถูกเวียนไปถึงสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทุกชาติด้วย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน