posttoday

“ดร.ณัฏฐ์”เทียบคดีฮั้วสว.ปี67 กกต.เสี่ยงคุกซ้ำรอยยุค"วาสนา"

08 ตุลาคม 2568

“ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม” นักกฎหมายมหาชน เทียบคดี “อัครวัฒน์” ส.ว.สำรอง ร้องเอาผิด กกต. และเลขาฯ ปม “ฮั้ว ส.ว.” อาจซ้ำรอยยุค “วาสนา เพิ่มลาภ” ปี 2549 ที่ศาลจำคุกยกชุด

KEY

POINTS

  • ดร.ณัฏฐ์ เปรียบเทียบคดีทุจริตเลือก สว. ปี 2567 ว่าอาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนกรณี กกต. ยุค พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่เคยถูกตัดสินจำคุก
  • มีการตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการดำเนินคดีของ กกต. ชุดปัจจุบัน รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติม ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการประวิงเวลา
  • คำเตือนว่าหาก กกต. ชี้ขาดคดีอย่างไม่เป็นธรรมหรือจงใจยื้อเวลาโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมาย อาจต้องเผชิญคดีอาญาเช่นเดียวกับ กกต. ในอดีต

กรณีนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 10 เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กรณี “คดีฮั้ว ส.ว.” หรือการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสสังคมตั้งคำถามถึงความล่าช้าและความโปร่งใสของการไต่สวน

ขณะที่ฝ่าย กกต. ชี้แจงว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ยืนยันไม่ละเว้นหรือเพิกเฉยต่อหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าเกือบหนึ่งปีในการรับสำนวนไต่สวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า กกต. กำลัง “ประวิงเวลา” หรือมี “มือที่มองไม่เห็น” เข้ามาแทรกแซงหรือไม่
 

“ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม” นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การที่ กกต. และเลขาธิการ กกต. ถูกดำเนินคดีอาญา ถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เพราะองค์กรนี้เป็น “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 215 วรรคสอง กำหนดชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้อง “สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ”

"ดร.ณัฏฐ์"ย้อนถึงกรณีปี 2549 เมื่อ กกต. ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ พร้อมนายปริญญา นาคฉัตรตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 23 เมษายน 2549 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ “สะเทือนศรัทธาองค์กรอิสระ” อย่างรุนแรง และอาจเป็น “เงาซ้ำรอย” หากคดีฮั้ว สว. เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ว่า การอ้างระเบียบภายในเพื่อชะลอการดำเนินคดี ไม่อาจถือเป็นการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.ป. กกต. ได้ เพราะ กกต. ใช้อำนาจตามข้อ 92 ของระเบียบการสืบสวนและไต่สวนฯ พ.ศ.2561 ซึ่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของฝ่ายตุลาการ

ดร.ณัฏฐ์ ตั้งข้อสงสัยว่า การที่ กกต. ตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36” เพิ่มเติม ทั้งที่มีอยู่แล้ว 35 คณะ อาจเป็นการขยายเวลาการพิจารณาโดยไม่มีเหตุอันสมควร อีกทั้งขั้นตอนการรับเรื่องและส่งสำนวนมีความคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการ “ช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา” มากกว่าจะมุ่งหาความจริง

กรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เผยแพร่เอกสารที่ระบุว่าเป็น “เอกสารลับ” จากสำนวนคดีฮั้ว สว. ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. ดร.ณัฏฐ์ ระบุว่า หากเอกสารดังกล่าวเป็นของจริง ย่อมสะท้อนว่ามี “การรั่วไหลจากภายในองค์กร” ซึ่งไม่เพียงละเมิดจรรยาบรรณ แต่ยังเป็นการเปิดเผยข้อมูลในสำนวนคดีที่เกี่ยวพันถึง “กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน” และ “ผู้นำรัฐบาล” อันอาจเข้าข่ายกระบวนการทุจริตร่วมกัน

นอกจากนี้ยังเตือนว่า หาก กกต. ชี้ขาดไม่เป็นธรรม หรือมีการยื้อเวลาโดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมาย อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ เช่นเดียวกับคดีของ“สามหนา ห้าห่วง” ยุควาสนา เพิ่มลาภ
 

ข่าวล่าสุด

ปรับทัพสู้ศึกพลังงาน! SMART HOME ตรึงราคาช่วยผู้บริโภค ปรับเป้าทั้งปี 2,000 ล้านบาท ดึงมอเตอร์ไซต์ EV ปั้มยอด