รองนายกฯโสภณ ซารัมย์ กับเงื่อนปมบุรีรัมย์ บททดสอบการเมือง
รองนายกฯ โสภณ ซารัมย์ เจอฝ่ายค้านจ่อซักฟอกคุณสมบัติ เชื่อมโยงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ปมคดีรถไฟ–เขากระโดง–ฮั้ว ส.ว. บททดสอบศึกการเมือง
KEY
POINTS
- นายโสภณ ซารัมย์ เตรียมเผชิญการอภิปรายจากฝ่ายค้าน ซึ่งจะมุ่งเน้นโจมตีปมทุจริตในอดีตสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า
- คุณสมบัติและความเชื่อมโยงกับ "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยฝ่ายค้านจับตาบทบาทของเขาต่อคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คดีที่ดินเขากระโดง
- นายโสภณปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันความบริสุทธิ์และชี้แจงว่าเรื่องราวในอดีตเป็นเพียงเกมการเมือง พร้อมประกาศว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย
เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการประชุม ครม. โดยยอมรับว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลจะเป็น “เวทีร้อน” เมื่อฝ่ายค้านเตรียมใช้เวลาอภิปรายเพื่อเปิดแผลเก่าที่ตามหลอนนายโสภณมาเกือบ 20 ปี
ฝ่ายค้านมุ่งเน้นไปที่ คุณสมบัติของรัฐมนตรีที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเฉพาะเครือข่ายบ้านใหญ่ ซึ่งถูกมองว่ามีบทบาทในทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน การถูกตั้งคำถามครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของโสภณ แต่ยังสะท้อนเงื่อนไขการเมืองว่าด้วยการผูกโยงอำนาจระหว่าง นักการเมือง – กลุ่มผลประโยชน์ – และครอบครัวการเมือง
หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบยกคือ ข้อกล่าวหาทุจริตโครงการรถไฟฟ้าหลากสี โดยย้อนกลับไปในปี 2553 โสภณในฐานะ รมว.คมนาคม เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 36,055 ล้านบาท ที่ฝ่ายค้านอ้างว่ามีการปรับวงเงินเพื่อเอื้อเอกชน 2 รายใหญ่ จนทำให้รัฐเสียหายกว่า 6,000 ล้านบาท แม้ท้ายที่สุดเขาจะผ่านศึกซักฟอกด้วยคะแนนเสียงไว้วางใจ 234 เสียง แต่เงื่อนไขนี้ยังคงถูกเก็บไว้เป็น “บาดแผลทางการเมือง”
ฝ่ายค้านยังขุดคุ้ยไปถึง โครงการรถไฟสายสีแดงและสีน้ำเงิน รวมถึงข้อครหาเรื่องการรวบรวมโครงการเพื่อปั้นตัวเลขให้สูงเกินจริง ทั้งหมดนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานทางการเมืองที่สร้าง “ความคลางแคลงใจ” ว่าโสภณสมควรนั่งเก้าอี้รองนายกฯ หรือไม่
การชี้แจง – โต้กลับข้อกล่าวหา
นายโสภณ ซารัมย์ ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ และใช้โอกาสให้สัมภาษณ์สื่อเพื่อโต้กลับฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา โดยชี้แจงผ่านโพสต์ทูเดย์ ในอดีตที่ผ่านมา ว่า กรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วง การยกเลิกสัญญาการวางรางที่ 5 เกิดจากผู้รับสัญญาขาดคุณสมบัติ ไม่ใช่การล็อกผลประโยชน์ให้ใคร อีกทั้งองค์การไจก้า (JICA) เองก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเอกชนที่เข้าร่วมไม่ผ่านเกณฑ์ ข้อกล่าวหาทั้งหมดจึง “ไม่เป็นความจริง” (คลิ๊กอ่านต้นฉบับ)
ในมุมของโครงการสายสีแดงและสีน้ำเงิน โสภณย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับยุคที่เขาดำรงตำแหน่ง เพราะการลงนามสัญญาเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ส่วนสายสีน้ำเงินก็ยังไม่เริ่มเซ็นในสมัยที่เขาเป็น รมว.คมนาคม
นายโสภณยังบอกด้วยว่า การที่ฝ่ายค้านนำเรื่องเก่า ๆ กลับมาเล่นซ้ำ เป็นเพียง “ละครการเมือง” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจประชาชนจากปัญหาที่แท้จริง เช่น น้ำท่วมและ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมประกาศว่า จะฟ้องกลับคู่ปรับทางการเมืองในอดีต เพื่อพิสูจน์ความจริงว่าตนไม่เคยยุ่งเกี่ยวการทุจริต
เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาเรื่อง การเป็นนอมินีของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โสภณตอบในเชิงอารมณ์ขันว่า “ทุกคนก็มีนอมินี อย่างน้อยก็นอมินีเมียตัวเอง” ก่อนจะย้ำว่า เขาไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร แต่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจให้ถูกต้อง
แม้จะยอมรับว่าอึดอัดที่ถูกมองว่าเป็นสายตรงบ้านใหญ่ แต่นายโสภณเลือกใช้วิธี “วางน้ำหนัก” ไว้ที่หลักการว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และรัฐบาลนี้จะไม่แทรกแซงคดี ไม่ว่าจะเป็นคดี เขากระโดง หรือข้อครหาการ ฮั้วสว.
ความสัมพันธ์ – บ้านใหญ่บุรีรัมย์และโจทย์การเมือง
ในทางการเมือง นายโสภณคือ “ครูบ้านนอก” ที่เติบโตจากครอบครัวท้องถิ่นบุรีรัมย์ ก่อนเข้าสู่การเมืองในปี 2544 สังกัดพรรคชาติไทย และขยับขึ้นเป็น รมว.คมนาคมในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังกลุ่มเพื่อนเนวินแยกตัวจากไทยรักไทย ความสัมพันธ์กับบ้านใหญ่จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเขา
การกลับมาในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ หลังเว้นวรรคการเมืองกว่า 17 ปี จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสะท้อนว่าบ้านใหญ่บุรีรัมย์ยังคงมี “ที่นั่ง” ในรัฐบาล และยังถูกจับตามองว่าอาจมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทั้งในและนอกสภา
ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลภูมิใจไทยจะจัดการกับ คดีเขากระโดง อย่างไร เมื่อที่ดินรถไฟในบุรีรัมย์ยังคงเป็นข้อพิพาท และจะจัดการกับข้อสงสัยเรื่อง การฮั้วเลือก สว.ได้จริงหรือไม่คำตอบของโสภณที่ว่า“เจ้าหน้าที่ก็ทำตามหน้าที่ จะหายได้อย่างไร” แม้เป็นการปัดข้อสงสัย แต่ก็ยังไม่สามารถปิดประเด็นทางการเมืองได้
ในมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม โสภณยังถูกตรวจสอบจาก บัญชีทรัพย์สิน ที่ ป.ป.ช. เปิดเผย มีมูลค่ารวมกว่า 51 ล้านบาท พร้อมที่ดิน บ้าน และทรัพย์สินอื่น ๆ ขณะที่คู่สมรสมีทรัพย์สินอีกกว่า 20 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายค้านอาจหยิบขึ้นมาโจมตีเรื่อง “ความเหมาะสม” ของผู้ที่เคยถูกเรียกว่า “ครูบ้านนอก” แต่ปัจจุบันเป็นนักการเมืองทรัพย์สินหลักร้อยล้าน
การกลับมาของนายโสภณ ซารัมย์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เพียงการ “คืนเวทีการเมือง” ของบุคคลหนึ่ง แต่คือ ภาพสะท้อนการเมืองไทย ที่โยงใยด้วยบ้านใหญ่ ผลประโยชน์ และคดีเก่าที่ไม่เคยถูกปิดฉากอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องจับตาคือ จะสามารถก้าวข้ามข้อครหาทางการเมืองและพิสูจน์ตนเองในฐานะ “มือบริหาร” ได้หรือไม่ หรือสุดท้าย การอภิปรายในสภาจะกลายเป็นบททดสอบใหญ่ที่ชี้ชะตาเส้นทางทางการเมืองครั้งที่สองของโสภณ ซารัมย์


