
ตีโจทย์ผิด
น่าประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ที่คิดค้นขึ้นมากลับไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่างที่รัฐบาลหวัง
น่าประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ที่คิดค้นขึ้นมากลับไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่างที่รัฐบาลหวัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่
แทนที่จะได้รับเสียงตอบรับ ชาวบ้านกลับจำได้แค่ว่ารัฐบาลจะให้ซื้อไข่ไก่เป็นกิโล จากเดิมที่ซื้อ-ขายเป็นฟอง กลายเป็นมหกรรมโกลาหล เป็นประเด็นแซ่ดกันระดับชาติก็ว่าได้
ร้อนถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาพูด หากชั่งไข่ไม่เวิร์กก็เลิกไป
แต่ในอีกด้านปัญหาปากท้องที่ชาวบ้านบ่นกันระงมทั้งเมือง สรรเสริญฝีมือการทำงานของรัฐบาลมาหลายเดือน นั่นคือ ปมน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคขาดแคลนและมีราคาแพง
ไล่ตั้งแต่ปาล์มน้ำมันที่แพงหูฉี่ และก็ไม่มีขายในท้องตลาด กระทบไปถึงน้ำมันถั่วเหลือง ราคาอาหาร ฯลฯ อีกบานตะเกียง
ไม่ว่าจะแก้อย่างไร ทั้งนำเข้าน้ำมันปาล์มก็แล้ว ให้ขึ้นราคาก็แล้ว ความเดือดร้อนยังไม่ลดน้อยถอยลง
นี่แหละ จึงน่าคิดมากว่ารัฐบาลตีโจทย์ผิดไปหรือเปล่า
ลองคิดดู หากปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ออกมาโดยมุ่งแก้ปัญหาน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค หรือพ่วงเรื่องนี้เข้าไปด้วย แทนที่จะไปงงงวยกับการชั่งไข่ ผลลัพธ์ที่ออกมาจะแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่
คนจะไม่บ่น ไม่ด่า ทั้งเรื่องไข่ชั่งกิโล ทั้งเรื่องปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน ทั้งเรื่องของแพง แถมยังสรรเสริญรัฐบาลเสียอีกว่าแก้ปัญหาให้คนจริง
นี่แหละ ถึงว่ารัฐบาลตีโจทย์ผิด
ไปยุ่งกับไข่ไก่ใบละ 10 สตางค์ ที่คนไทยกินไข่กัน 3 วันต่อฟอง ประหยัดได้แค่วันละ 3 สตางค์ แต่กลับไม่ไปแตะปัญหาปาล์มน้ำมันที่แพงขวดละหลายสิบบาท มีผลต่อเนื่องมากกว่าไข่ไก่เยอะ
รัฐบาลมีอคติ หรือมีสิ่งฝังใจอะไรถึงต้องพุ่งเป้าไปที่ไข่ จนละเลยปัญหาใหญ่เบ้อเริ่มเท่าช้างที่เกิดขึ้นกับน้ำมันพืชเพื่อบริโภค
และหากไม่มีอคติ มันก็ยิ่งน่าสงสัยว่ากระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลน่าจะมีปัญหา ไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยใช้มโนนึก เอาเรื่องในอดีตมาขีดนโยบายอนาคตกระนั้นหรือ
มันจึงเหมือนทำข้อสอบแล้วดันตอบคนละเรื่องกับคำถาม
อย่างนี้ก็สอบตกสิครับ







