posttoday
ที่สุดในคุกเปรย์ซอร์

ที่สุดในคุกเปรย์ซอร์

29 มกราคม 2554

เปิดใจ "ตายแน่ มุ่งมาจน" ผู้สื่อข่าว  FMTV เครือข่ายสันติอโศก หนึ่งใน 7 คนไทยที่ถูกคุมขังเป็นเวลา 25 วัน ในคุก เปรย์ซอร์ ของกัมพูชา 

เปิดใจ "ตายแน่ มุ่งมาจน" ผู้สื่อข่าว  FMTV เครือข่ายสันติอโศก หนึ่งใน 7 คนไทยที่ถูกคุมขังเป็นเวลา 25 วัน ในคุก เปรย์ซอร์ ของกัมพูชา 

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ที่สุดในคุกเปรย์ซอร์

25 วันในคุก "เปรย์ซอร์" ที่ "ตายแน่ มุ่งมาจน"หรือ "เปี๊ยก" 1 ใน 7 คนไทย ที่ถูกคุมขังอยู่ที่นั่น คุกแห่งนี้ขึ้นชื่อลือชาในกัมพูชาถึงความโหดร้าย เพราะมีผู้ต้องขังหลายคนเสียชีวิตจากการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยเชื้อโรคต่างๆ เป็นจำนวนมาก

หลังจากที่เขาและคณะลงพื้นที่ตรวจสอบความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาตะเข็บชายแดน จ.สระแก้ว จนกลายเป็นปัญหาที่ค้างคามาจนถึงทุกวันนี้ "โพสต์ทูเดย์" สนทนากับ "ตายแน่" ที่เต็นท์การชุมนุมของกองทัพธรรมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ที่สุดในคุกเปรย์ซอร์

"ตายแน่" ลงพื้นที่ในฐานะผู้สื่อข่าว  FMTV เครือข่ายสันติอโศก เล่าว่า ได้รับการประสานจาก ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรมว่า นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ระบุว่า มีชาวบ้านมาร้องเรียนปัญหาว่าไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินในที่ดินของตัวเองในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาได้ เพราะชาวบ้านและทหารกัมพูชามาตั้งรกรากอยู่จำนวนมาก พี่แซมดินจึงขอให้ไปด้วย เพราะรู้ว่าผมลงพื้นที่ทำข่าวชายแดนมาตลอด ซึ่งเห็นว่าพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว น่าสนใจที่สุด เพราะชาวบ้านมีเอกสารสิทธิที่ดินเข้าไปทำมาหากินไม่ได้ โดยนัดกันในวันที่ 29 ธ.ค. 2553

หลังจากลงจากรถที่จอดไว้ใกล้ๆ ถนนศรีเพ็ญซึ่งเป็นถนนที่กั้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ตายแน่และคณะได้เดินลงพื้นที่บริเวณที่เป็นปัญหาระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 บริเวณบ้านหนองจาน ซึ่งจากเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ของชาวบ้าน เขายืนยันว่ายังอยู่ในแผ่นดินไทย โดยเฉพาะหากดูตามแผนที่ที่นายกรัฐมนตรีนำมาอธิบายเรื่องการจับกุมตัวคนไทยทั้ง 7 จะพบว่าจุดสิ้นสุดวิดีโอซึ่งเป็นจุดที่คณะถูกจับกุมตัวยังเป็นดินแดนของไทย

"แต่เหตุที่เกิดเรื่องบานปลาย เป็นเพราะทหารกัมพูชาได้พาพวกเราเดินต่อไปจากจุดสิ้นสุดวิดีโอเพื่อพาไปยังค่ายทหารซึ่งอยู่ห่างจากจุดจับกุมตัวประมาณ 800 เมตร แต่ระหว่างทางทหารกัมพูชาได้ถ่ายรูปพวกเรา และใช้รูปนั้นเป็นหลักฐานว่าเราบุกรุกเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา 55 เมตร

"ตรงนี้เป็นจุดที่ผมกับนายกฯ อธิบายต่างกันผมคิดว่าจุดสิ้นสุดวิดีโอควรจะเป็นจุดที่ถูกจับ ไม่ใช่จุดสีแดงที่เราถูกทหารพาไปถ่ายรูป เพราะถ้าเป็นแบบนั้น หากทหารกัมพูชาคุมตัวผมไปที่พนมเปญ ก็แสดงว่าผมบุกรุกกรุงพนมเปญ ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง"

"ช่วงนั้นมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมาช่วยเจรจาโดยมีคำตอบสุดท้ายว่า "เรื่องของพวกท่านถึงกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาแล้ว และจะถูกส่งตัวไปที่กัมพูชา" และเจ้าหน้าที่ก็กลับกันหมด ปล่อยให้เรา 7 คนอยู่ในวงล้อมของทหารกัมพูชาประมาณ 30 นาย"

"ตายแน่" เล่าวินาทีระทึกหลังถูกจับกุมว่าการดำเนินการต่างๆ ในวันนั้นใช้เวลานานมากหลังจากถูกจับตอน 11 โมงเช้า ก็ถูกส่งตัวไปยัง กรุงพนมเปญด้วยรถตู้เก่าๆ ไม่มีเบาะ มีแค่เก้าอี้พลาสติกไม่กี่ตัว โดยสส. พนิช วิกิตเศรษฐ์ ขอนั่งกับพื้น ตอนนั้นก็คุยกันว่า ไม่รู้ว่าเขาจะพาเราไปที่ไหน ต่อมาถูกจับแยกกันให้นั่งไปกับรถทหาร กว่าจะถึงกรุงพนมเปญก็ล่วงไปกว่า 5 ทุ่ม และถูกสอบสวนอีกตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน

ณ เวลานั้นคนไทยทั้ง 7 นิ่งและเข้มแข็ง ทุกคนทำตามขั้นตอนของศาลกัมพูชา "ตายแน่"บอกว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าจะไปนอนที่คุกเปรย์ซอร์รู้แค่ว่าต้องถูกควบคุมตัวก็คิดในใจกันว่า น่าจะเป็นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เท่านั้นเพราะยังไม่มีการตัดสิน แต่เมื่อมาถึงหน้าคุกจึงรู้ว่า "นี่คือคุกเปรย์ซอร์" ถามแกมหยอกว่า "นาทีนั้นคิดว่าจะตายแน่ไหม"เขาตอบทันทีว่า ...ไม่นะ ไม่กลัวเลยผมยังแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ตกใจหรือมีความกลัวแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะเราถูกฝึกจากกองทัพธรรม และทำงานภาคสนามมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้าใจและยอมรับสภาพพร้อมปรับตัวกับความยากลำบากตรงนั้นเพียงแต่นาทีนั้นมีความกังวลเรื่องรูปคดีมากกว่าว่าจะจบลงอย่างไร

ทั้งนี้ คุกเปรย์ซอร์เป็นตึกใหญ่ เหมือนโรงเรียน มี 2 ชั้น เจ้าหน้าที่เรือนจำแบ่ง 7 คนไทยเป็น 2 กลุ่ม ชาย-หญิง โดย ตายแน่ นอนกับ ร.ต.แซมดิน ขณะที่ พนิช นอนกับ วีระห้องมีขนาดกว้าง 1.7 เมตร ยาว 4.5 เมตร มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีประตู น้ำค่อนข้างขุ่น

เขาว่าต้องซื้อน้ำเพื่ออาบและกิน แต่อย่างว่าที่นี่เป็นคุก ไม่ใช่โรงแรม โดยรวมไม่มีอะไรน่าอยู่ สกปรก อับชื้น ยุงเยอะ มีแมลงสาบ มีหนูวิ่งผ่านไปมาบ้าง แต่ไม่มีการตีตรวน ทำร้ายร่างกาย

"ความยากลำบากในเรื่องสถานที่ถือว่าน้อยมาก ที่สุดของผมในการอยู่คุกเปรย์ซอร์คือการขาดอิสรภาพ โดยเฉพาะเรื่องการรับรู้ข่าวสารมากกว่า มันก็เครียดบ้างว่าจะได้ออกไปเมื่อไร แต่ไม่ถึงกับต้องฆ่าตัวตาย จับลูกกรงเขย่า ไม่มีแบบนั้น ก็ปรับสภาพกันไป"ตายแน่ ระบุ

ส่วนเรื่องอาหารการกินถือว่าไม่ลำบาก ได้กินข้าวคุกเปรย์ซอร์แค่มื้อแรกเท่านั้นเพราะหิวมาก อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุกเปรย์ซอร์สามารถใช้เงินซื้ออาหารมาทำกินเองได้ หรือสั่งข้าวกล่องจากข้างนอกมากินได้ สถานทูตไทยจึงส่งข้าวกล่องมาให้พวกเราทุกวัน ถือว่ากินได้นอนหลับ

เขาเล่าถึงกิจวัตรประจำวันในคุกเปรย์ซอร์ว่า ทุกวันคณะคนไทยจะได้รับอิสรภาพให้มาสูดอากาศนอกห้องวันละ 2 รอบ เช้า-เย็น รวม4 ชั่วโมง ส่วนเวลาว่างในห้องจะใช้เวลาคุยกับพี่แซมดินเยอะมาก นอกจากนั้นก็เล่นโยคะวิดพื้นตามเรื่องตามราวเหมือนในหนังฝรั่งที่อยู่ในคุกไม่มีอะไรทำ ออกมาเลยกล้ามโต

"ตายแน่" ปิดท้ายบทสนทนาเรื่องคุกเปรย์ซอร์ที่เกือบจะรู้สึก "ตายแน่" สมชื่อว่าชะตากรรมทั้ง 7 คนอยู่ที่ศาลกัมพูชา ไม่มีใครสั่งศาลได้ พวกเราให้การตามข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ทำไปเพราะคิดว่าอยู่ในดินแดนไทย ซึ่งศาลก็รับฟัง โดยวันที่ตัดสินคดีตัวเองยัง 50 : 50 ด้วยซ้ำว่าจะรอดหรือไม่ พอศาลอ่านคำพิพากษาว่าพวกเราผิด และต้องถูกจำคุก 9 เดือน คิดเลยว่า "อ้าว กูต้องกลับเข้าไปในคุกเปรย์ซอร์อีกหรือเนี่ย"เพราะล่ามแปลแค่จำคุก 9 เดือน แต่ไม่ได้แปลต่อว่ารอลงอาญา พอมารู้ตอนหลังว่ารอลงอาญาก็ยังงงๆ แต่ก็เฮ้อ! โล่งอก(ยิ้ม)

"ราเมศ"-ซ้ายกลับชาติ

นอกจากสอบถามเรื่องชีวิตในคุกเปรย์ซอร์อย่างละเอียดแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่อยากได้รับความกระจ่างคือ "ตายแน่" คุณเป็นใคร? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อเสียงเรียงนามที่ช่างพิลึกพิลั่น อุดมการณ์ทางการเมืองฯลฯ เพราะหลังจากที่ได้รับอิสรภาพ "หนุ่มตายแน่" ก็ออกมาโต้กับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เป็นฉากๆถึงข้อเท็จจริงเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหลักเขต 46-47 พร้อมประกาศว่ายังไม่เข็ด และอยากกลับไปหาข้อเท็จจริงเพื่อช่วยชาวบ้านอีก

"ตายแน่" ฟังคำถามก่อนที่จะตอบเรื่องต่างๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจังตามสไตล์ ว่า เขาเป็นคนชัยภูมิ ชื่อเดิมคือ"ราเมศ เชียวเขตรวิทย์" แต่เปลี่ยนชื่อเป็น "ตายแน่"ตามแนวทางสันติอโศกที่เขาศึกษามาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งก็ไม่ง่ายนัก เพราะเจ้าหน้าที่มองว่าไม่เป็นมงคล

"สำหรับผมชื่อ ตายแน่ มีไว้เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตาย แต่ระหว่างที่อยู่เราได้ทำอะไรเพื่อสังคมประเทศชาติบ้าง ต้องทำตัวให้มีค่า เสียสละเพื่อสังคม ตอนที่อยู่ในคุกเปรย์ซอร์ ผมก็ใช้ชื่อนี้เป็นการพิจารณาธรรมด้วย ว่าสุดท้ายของชีวิตทุกคนก็ตายอยู่ดี ถึงแม้อยู่ในคุกเราก็ตายอยู่ดี ตรงนี้ทำให้เราทำใจได้มากขึ้น ความซวยจะเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ ถ้าเราทำดี"

ที่สุดในคุกเปรย์ซอร์

สอดคล้องกับนามสกุล "มุ่งมาจน"ที่สันติอโศกสอนให้คนมุ่งมาจน ลดการกินการใช้ ไม่ให้มีสมบัติส่วนตัวมากนัก ส่วนตัวก็ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีที่ดิน ไม่มีเงินในธนาคารไม่มีอะไรซักอย่าง แต่ก็อยู่ได้ และไม่เปลี่ยนใจไปเป็นคนมีเงินเดือนสูงๆ แน่นอน เพราะเลือกทางนี้ด้วยความสมัครใจกว่าสิบปี

"ตายแน่" ยังบอกว่าตัวตนของเขาถูกหล่อหลอมเติบโตมาจากขบวนการนักศึกษา แม้ว่าช่วงที่เรียนอยู่ในปี2538 กระแสขบวนการนักศึกษาจบแล้ว แต่ยังมีหลงเหลือเชื้อนี้อยู่ อาจเป็นเพราะเกิดวันที่ 18 ต.ค. 2519 ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่มีการล้อมปราบนักศึกษา จนมีหลายคนบอกว่าเขาเป็นซ้ายกลับชาติมาเกิด

"ผมศึกษาเรื่องขบวนการนักศึกษา เรื่องฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ ทำให้เรามาเรียนรัฐศาสตร์ รามคำแหง ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นหางของขบวนการนักศึกษา แต่ได้สั่งสมอุดมคติในสมัยก่อน เพลงที่ฟังจะเป็นเพลงเพื่อชีวิต เช่น เพลงนกสีเหลือง เพลงคนกับควาย มีเพลงสมัยยุคป่า ให้ลึกไปกว่านั้นยังมีเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ จนผู้ใหญ่มองว่าผมเกิดหลงยุค"

อย่างไรก็ตาม "ตายแน่" ออกตัวว่าเขาไม่ได้หลงยุคเพราะสำหรับเขาแล้วขบวนการนักศึกษายังไม่ตาย และเขาเป็นหนึ่งในนั้นที่ทำงานช่วยชาวบ้านอยู่ ด้วยการทำงานเป็นสื่อมวลชนรายการ "ถึงสื่อ ถึงคน" ของ FMTV ทีวีเพื่อมนุษยชาติของกองทัพธรรม ซึ่งออกอากาศทั้งเคเบิลและอินเทอร์เน็ต โดยรายการนี้จะตีแผ่เรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินถล่ม โดยเฉพาะชาวบ้านที่มีปัญหาไม่มีที่ทำกิน จนเป็นเหตุให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องปัญหาอธิปไตยไทย-กัมพูชา หรือแม้แต่วิกฤตเผาเมือง 2 ปีซ้อน เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ตลอด

"ผมทำงานมาอย่างหนัก ตอนที่ถูกจับจึงไม่รู้สึกกลัวเพราะผมไม่ใช่สื่อธรรมดา แต่รายการของผมจะลุยลงพื้นที่จริงๆ ไม่ใช่จัดรายการในสตูดิโอหรือห้องแอร์แล้วเชิญนักวิชาการมาคุย หรือเอาข่าวหนังสือพิมพ์มาเล่าไปวันๆ เท่านั้น แต่เน้นลงพื้นที่จริง ทำจริงมากกว่า ถ้าไม่เชื่อไปหาดูได้เลย" ตายแน่ เล่าอย่างภูมิใจ

พอศาลอ่านคำพิพากษาว่าพวกเราผิด และต้องถูกจำคุก 9 เดือนคิดเลยว่า "อ้าว กูต้องกลับเข้าไปในคุกเปรย์ซอร์อีกหรือเนี่ย"เพราะล่ามแปลแค่จำคุก 9 เดือน แต่ไม่ได้แปลต่อว่ารอลงอาญาพอมารู้ตอนหลังว่ารอลงอาญาก็ยังงงๆ แต่ก็เฮ้อ...โล่งอก

ม็อบต้องไม่ "ยี้"

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติไม่ว่า พล.ต.จำลองศรีเมือง กับไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หรือท่านสมณะโพธิรักษ์ ที่เป็นคนกลางคอยหย่าศึกสองฝ่าย จริงเท็จแค่ไหน "ตายแน่ มุ่งมาจน" คนวงในของกองทัพธรรมที่เป็นพลังขับเคลื่อนหลักของ พธม.ออกตัวว่าเขาเป็นเพียงสื่อตัวเล็กๆ ที่ทำงานรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน จึงมองในมุมสื่อว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นมาจากความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน เนื่องจากชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนมาก

ที่สุดในคุกเปรย์ซอร์

เขาว่า การแก้ปัญหาจึงอยู่ที่รัฐบาลว่าจะทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมหรือไม่ หากไม่ทำก็ได้ แต่ต้องมีแนวทางที่ดีกว่านี้ที่สามารถเป็นทางออก คือ การหาที่ทำกินให้ประชาชน ถ้าไม่ได้ รัฐบาลก็ควรหาที่ดินอื่นมาชดเชยให้กับชาวบ้าน และรักษาอธิปไตยของชาติด้วย

ส่วนปมความขัดแย้งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น เห็นว่าถ้ามองภาพอาจดูแตกกัน แต่น่าจะเป็นเรื่องของยุทธวิธีที่อาจจะต่างกันมากกว่าเพราะถ้าแตกแยกกัน คงไม่ได้มานั่งบนถนนเดียวกันแบบนี้

"เรามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือรักษาอธิปไตยของชาติ ดังนั้นจะชนะหรือไม่ชนะก็คงอยู่ที่รัฐบาล ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ ก็ถือว่าข้อเรียกร้องนั้นจบไปตามที่ผู้ชุมนุมต้องการ"

แต่ข้อเรียกร้อง 3 ข้อของ พธม. ที่รัฐบาลไม่ตอบรับด้วย โดยเฉพาะเรื่องการผลักดันชาวกัมพูชา เหมือนขอมาแบบไม่ต้องการคำตอบ"ตายแน่" ย้อนถามอย่างมีอารมณ์ว่า แล้วจริงหรือไม่ที่ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะกัมพูชารุกล้ำเข้ามาจริง รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เราไม่ต้องการให้ใครรบกับใคร แต่รัฐมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้วที่ต้องช่วยชาวบ้าน รัฐบาลต้องเจรจาต่อรองบีบบังคับ ไม่ได้บอกให้ไปรบเลย แต่รัฐมีกลไกมากมาย เพียงแต่ว่าจะจริงใจทำหน้าที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่

"ถ้าบอกว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้แสดงว่ารัฐจะปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อนต่อไปอย่างนั้นหรือ ถ้าจุดนี้เป็นตัวอย่าง และกัมพูชาเกิดได้ใจบุกเข้ามาอีก พอชาวบ้านเรียกร้อง แต่รัฐบาลบอกว่าแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วจะเป็นรัฐบาลไปทำไม"

เป้าหมายที่แท้จริงของ พธม. เพราะไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง หวังให้เกิดปฏิวัติอีกรอบอย่างที่หลายคนมองหรือไม่ "ตายแน่" บอกว่าวิเคราะห์กันไกลมาก เรื่องบางอย่างคงวิเคราะห์ได้หมด แต่ข้อเท็จจริงคือการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิชุมนุมได้

"ข้อเรียกร้องต้องสมเหตุสมผลเพียงพอที่จะทำให้สังคมยอมรับได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนทั่วไปก็จะร้องยี้ ไม่เอาด้วย และมากดดันผู้ชุมนุมเองแทนที่จะไปกดดันรัฐบาล ตรงนี้คือความเป็นธรรมของทุกฝ่าย สังคมประชาธิปไตยก็เป็นแบบนี้"ตายแน่ ย้ำ 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน