posttoday
ปฏิรูปประกันสังคม

ปฏิรูปประกันสังคม

28 มกราคม 2554

...ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

...ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

 ระบบสวัสดิการสังคม หากจัดหมวดหมู่ก็จะมีอยู่ 3 หมวดหมู่ คือ หนึ่ง การบริการสังคม ที่ประกอบด้วย การศึกษา สาธารณสุข สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน (ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ) ที่อยู่อาศัย และความมั่นคงในชีวิตทรัพย์สิน สอง คือ การช่วยเหลือสังคม อันได้แก่ การให้ความช่วยเหลือ คนชรา เด็ก คนพิการ คนเร่ร่อน หญิงม่าย คนได้รับภัยพิบัติจากธรรมชาติ และเหตุสุดวิสัยต่างๆ

สาม การประกันสังคม คือ การให้หลักประกันแก่ชีวิตของคนตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพ ลักษณะทั่วไปของการประกันสังคม อาจจะแตกต่างจากสองหมวดแรก เพราะการบริการสังคมและช่วยเหลือสังคมอาจจะต้องพึ่งงบประมาณของรัฐเป็นด้านหลัก หน่วยงานกุศลและการช่วยตัวเองของชุมชนเป็นด้านรอง แต่การประกันสังคมจะเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนเป็นด้านหลัก นั่นหมายความว่า ผู้ที่ต้องการได้ประโยชน์จากการประกันตนจะต้องจ่ายเบี้ยประกันให้ตนเอง จึงจะได้เงินสมทบจากรัฐบาลและนายจ้าง

ประเทศที่มีการประกันสังคมมั่นคงอย่างในยุโรป กฎหมายบังคับให้นายจ้างกับลูกจ้างจ่ายเบี้ยประกันเท่ากัน หรือนายจ้างจ่ายมากกว่าโดยรัฐบาลไม่สมทบ แต่รัฐบาลจะนำงบไปทุ่มเททางด้านบริการสังคม เช่น ในเยอรมนี ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายฝ่ายละ 50% ในเนเธอร์แลนด์ ลูกจ้าง 40% นายจ้าง 60% เป็นต้น

ในประเทศไทย มีการจ่ายสมทบสามฝ่าย คือ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล โดยการประกันบางกรณีรัฐบาลจะสมทบน้อยกว่าฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้าง

แต่มีข้อที่น่าสังเกตสำหรับการประกันเพื่อการเจ็บป่วยที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนในสังคมไทย เพราะระบบสวัสดิการเพื่อการเจ็บป่วยในสังคมไทยมีถึง 3 ระบบ คือ ระบบสวัสดิการเพื่อการเจ็บป่วยของราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐจ่ายให้อย่างดี โดยผู้เจ็บป่วยไม่ต้องจ่ายสมทบ โดยเฉพาะราชการนับว่าดีมาก เบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด

ระบบที่สอง คือ ระบบบัตรทองหรือหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับบริการตามระบบนี้ ซึ่งได้รับการรักษาเกือบฟรี จะมีรายได้สูงต่ำอย่างไร ถ้าปรารถนาจะใช้บัตรทอง ก็ได้รับบริการเหมือนๆ กัน

จึงเห็นได้ว่าประชากรประมาณ 58 ล้านคน ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดี ฟรี แต่มีคนประมาณ 9.7 ล้านคน ที่ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลฟรีเหมือนคน 58 ล้านคน เพราะเขาต้องจ่ายเงินประกันการเจ็บป่วยของตัวเองทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละ 50–60 บาท ปีหนึ่งๆ 600–700 บาท คนเหล่านี้ก็คือ ลูกจ้างผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมนั่นเอง นี่คือความแปลกและความไม่เสมอภาค

คำถามที่ต้องการคำตอบจากรัฐบาลคือ เหตุใดรัฐบาลจึงไม่ยอมให้ลูกจ้างผู้ประกันตนใช้บัตรทองรักษาฟรี แล้วนำเงินที่ลูกจ้างสมทบการประกันการเจ็บป่วยไปสมทบเป็นเงินประกันชราภาพ หรือเป็นเงินประกันการช่วยเหลือครอบครัวของผู้ประกัน ซึ่งจะทำให้หลักประกันยามชราของลูกจ้างดีขึ้น หรือทำให้ลูกจ้างดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น จำนวนเงินก็ยังคงอยู่ในกองทุนประกันสังคม ลูกจ้างได้ประโยชน์สูงขึ้น และเกิดความเสมอภาคในระบบสวัสดิการเพื่อการเจ็บป่วยได้ดีกว่า

เกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมยังมีเรื่องที่ต้องจับตามอง เพราะเป็นกองทุนของลูกจ้างที่มีเงินถึงกว่า 7 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้นอกจากใช้เป็นสวัสดิการของผู้ประกันตนแล้ว ยังถูกนำไปหาประโยชน์เพิ่มพูน โดยประมาณ 80% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่อีกประมาณ 20% ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ตราสารการเงิน เป็นต้น เงินจำนวนนี้สูงถึงประมาณ 1.4–1.5 แสนล้านบาท ต้องการความโปร่งใสในการลงทุน และต้องการนักลงทุนมืออาชีพ แต่กลับปรากฏว่าหาข้อมูลได้ยากมาก ว่ากระบวนการตัดสินใจการลงทุนเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ชื่ออะไร? มีฐานะตำแหน่งอะไร? จะเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างไร ดูเป็นเรื่องยากและมั่วซั่วไปหมด

ยิ่งไปกว่านั้นระบบบริหารของไตรภาคีก็แปลกประหลาด เลือกตัวแทนของลูกจ้างขึ้นมา โดยที่ลูกจ้างผู้ประกันตน 9.5 ล้านคน ไม่มีส่วนรู้เห็น เพราะไปเลือกจากสหภาพแรงงานภาคเอกชน ที่มีสมาชิกสหภาพรวมกันประมาณ 2 แสนกว่าคนเท่านั้น จากที่กล่าวมาจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูประบบประกันสังคมเสียที ทั้งระบบประกันตนและระบบบริหารจัดการ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI