
ระวังทุ่งสังหารบนท้องถนน
อุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากอารมณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนน นับวันจะเกิดขึ้นมากเช่นกัน สุดท้ายก็ตัดสินด้วยการใช้กำลังและอาวุธ ใครพบเจอควรจะหลบลี้ไปให้ไกล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
อุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากอารมณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนน นับวันจะเกิดขึ้นมากเช่นกัน สุดท้ายก็ตัดสินด้วยการใช้กำลังและอาวุธ ใครพบเจอควรจะหลบลี้ไปให้ไกล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
ถนนหนทางที่ใช้สำหรับการสัญจรไปมา แน่นอนว่าเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีความจำเป็น หากใช้ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนร่วมทางก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ด้วยเหตุที่ผู้ขับขี่แต่ละคนมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ขับเร็ว บ้างก็ขับช้า บ้างก็เคารพกฎจราจร จึงห้ามอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ได้
นอกเหนือจากอุบัติเหตุที่ผู้ใช้รถใช้ถนนฝ่าฝืนแล้ว ยังมีอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้อารมณ์ด้วย ถ้าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ก็เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากมีหลายคนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ก็เพราะใช้อารมณ์ขณะขับรถ
อารมณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนหลายคนประสบพบเจอ อาจจะเป็นการระบายในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ขับรถปาดหน้า บีบแตรไล่ กะพริบไฟใส่รถคันหน้าด้วยความไม่พอใจที่ขับรถช้า เปิดกระจกด่าทอกัน ขับรถช้าแล้วชิดเลนขวาทำให้รถข้างหลังแซงไม่ได้
อารมณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนนเหล่านี้ ล้วนเป็นต้นเหตุทำให้เกิดเรื่องเกิดราวได้ทั้งสิ้นหากคู่กรณีระงับอารมณ์ไม่อยู่ สุดท้ายก็มีเรื่องกับคู่กรณี ทั้งชกต่อย ด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือสุดท้ายก็ระบายความเคียดแค้นด้วยอาวุธกันถึงความตายก็มีให้เห็นมามากต่อมาก
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนในปี 2553 ที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นบนท้องถนนแต่ไม่ใช่อุบัติเหตุทั่วไป แต่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจาก “อารมณ์” ของมนุษย์ด้วยกันเอง ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน จึงต้องซัดกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
เหตุการณ์แรกที่ขอยกเป็นอุทาหรณ์เป็นเหตุค่อนข้างสลด เพราะเพียงแค่ขับรถปาดหน้ากัน บทสรุปท้ายสุดถึงกับต้องเสียชีวิต
เรื่องนี้เกิดขึ้นในท้องที่ จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2553 เมื่อนายตำรวจยศ พ.ต.ท.นายหนึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงสารวัตรหัวหน้าสถานี สภ.มารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของนายสมชาย เอี่ยมเส็ง อายุ 46 ปี เพื่อนร่วมทาง ที่ใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.ท.นายนี้เสียชีวิตคารถฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สีขาว ทะเบียน ฌภ 2827 กรุงเทพฯ บนถนนสายบางขันธ์-คลองห้า ใกล้วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี
เหตุการณ์นี้เพียงเพราะว่าขับรถปาดกันไปมา สองรายเกิดบันดาลโทสะกันระหว่างขับรถ ต่างคิดว่าตัวเองแน่ทั้งคู่ สุดท้ายเมื่อพยายามจอดรถพูดคุยกันแต่ไม่สำเร็จ เพียงแค่นายตำรวจก้าวเท้าลงจากรถ กระสุนปืนจากทูตมรณะขนาด .38 ก็พุ่งเข้าใส่ร่างทันที จบชีวิตลงในที่สุด
และคนยิงก็หนีไม่รอด ถูกจับกุมได้หลังจากเกิดเหตุราว 1 เดือน เหตุการณ์ที่น่าจะหาข้อยุติกันได้ด้วยการพูดคุยเจรจากัน แต่สุดท้ายในเมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บทสรุปจึงไม่สวยอย่างที่คิด
อีกเหตุการณ์เหตุเกิดที่พัทยา กลุ่มวัยรุ่นย่านปากซอยบงกช พัทยากลาง พกอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 เตรียมเข้าประหัตประหารคู่กรณีที่บังอาจมาขับรถปาดหน้าให้ได้รับความขุ่นเคือง แต่โชคดีที่ตำรวจตาไวตรวจพบพิรุธสกัดไว้ได้ก่อน
โดยเหตุการณ์นี้ตำรวจพบกลุ่มวัยรุ่น 2 คนท่าทางมีพิรุธ จึงเข้าตรวจค้นแล้วก็พบอาวุธปืน รับสารภาพหมดสิ้นว่ากำลังนำไปลุยกับวัยรุ่นอีกกลุ่มที่ขับรถจักรยานยนต์ปาดหน้า เมื่อกล่าวตักเตือนแล้วยังด่าทอกลับมาอีก จึงเกิดความโมโหอย่างรุนแรง ต้องใช้ปืนเท่านั้นเข้าไปเคลียร์ สุดท้ายก็ได้เคลียร์ชีวิตตัวเองในคุกก่อนยิงคู่อริ
อีกสักเรื่องกับเหตุการณ์สลดบนท้องถนนที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือเรื่องของน้อง “โตมี่” ด.ช.โภคิน ดีผิว อายุ 12 ปี ที่ต้องจบชีวิตด้วยคมกระสุนของความระบายแค้นจากพี่น้องนักค้ายา “โจ๊ก-จิ๊บ ไผ่เขียว”
ที่เพียงแค่ผู้ปกครองของน้องโตมี่ขับรถยนต์และต้องการที่จะกลับรถตรงจุดแยก แต่รถจักรยานยนต์ของพี่น้องนักค้ายาไม่ต้องการหลบทางให้ เมื่อถูกเบียด ความโมโหที่ส่งผลให้ก่อเหตุ ก็เพียงพอที่จะลั่นกระสุนเข้าใส่รถยนต์ที่น้องโตมี่โดยสารทันที ส่งผลให้น้องต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
แน่นอนว่าผู้ก่อเหตุก็หนีไม่พ้น เมื่อคนเป็นพี่อย่าง “โจ๊ก ไผ่เขียว” ถูกตำรวจวิสามัญในที่สุด เพราะริอาจ “ยิงสวน” ตำรวจขณะเข้าจับกุม และผู้น้องอย่าง “จิ๊บ ไผ่เขียว” ก็ถูกจับกุม พร้อมขยายผลสาวถึงขบวนการค้ายารายใหญ่ได้อีกหลายคน
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น และเกือบทำให้ ร.ท.พูลวิทย์ เรืองเดช กัปตันสายการบินไทยต้องจบชีวิต เมื่อถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะขับรถบนทางด่วนมอเตอร์เวย์ เพียงแค่มีการกะพริบไฟใส่กันเท่านั้น หัวจิตหัวใจคนสมัยนี้ไม่คิดว่าแค่กะพริบไฟใส่กันก็ระเบิดอารมณ์ใช้ปืนตัดสิน ดีที่กระสุนเข้าจุดที่ไม่สำคัญไม่เช่นนั้นก็ต้องเสียบุคลากรสำคัญของชาติไปอีกราย
เหตุหาญกล้าก่อเหตุอย่างอุกอาจไล่ยิงกันบนถนนชนิดที่เหมือนกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อแปเลย หลายเหตุการณ์ข้างต้นที่ยกตัวอย่างมาให้ได้เห็นภาพนั้นเป็นเพราะ “อารมณ์” เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเหตุสลดทั้งสิ้น
นี่ยังไม่นับรวมกับอีกหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บ้างก็เจ็บทั้งกายและใจ บ้างก็ได้รับความเสียหายในทรัพย์สิน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไรก็ตาม แต่บทสรุปหากต้องการย้อนมองกลับไปแก้ไขก็คงจะไม่ได้แล้ว การใช้อารมณ์บนท้องถนนของเมืองไทยนั้นบ่งบอกได้หรือไม่ว่า เพราะคนเราสมัยนี้ต้องเอาเปรียบกันในทุกวีถีทางนั่นเอง
การยอมกัน การให้อภัยกันแทบจะไม่มีในสังคมไทย ลืมความเป็นสยามเมืองยิ้มไปหมด เรื่องนี้หากจะมองกันในแง่สุขภาพจิต ก็คงมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้คนปกติกลายเป็นอาชญากรบนท้องถนน
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล จากกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาอารมณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนนไว้อย่างน่าสนใจว่า เหตุที่เกิดตามท้องถนนที่ค่อนข้างจะรุนแรง หากมองถึงสุขภาพจิตกันแล้วสามารถแยกออกได้เป็น 2 ส่วนที่ชัดเจน
คือ 1.อารมณ์ที่ก่อเหตุเป็นเรื่องเฉพาะตัว คนที่มีสุขภาพจิตในรูปแบบนี้ ส่วนใหญ่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยาก จะแตกต่างจากคนทั่วไป เช่น มีเหตุอะไรซึ่งหน้าก็ต้องระบายออกมา ทั้งด้วยวาจา การสบถคำหยาบคาย เพื่อให้ระบายความอัดอั้นของตัวเอง อาจจะรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป บ้างก็ต้องลงไม้ลงมือกัน หรือบันดาลโทสะออกมาในลักษณะที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ และควบคุมสติได้ คนประเภทนี้ไม่ว่าตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็พอที่จะลดอุณหภูมิความร้อนแรงของตัวเองได้ หรือหากมองถึงบนถนนก็คิดว่า “ไม่เป็นไรของแค่นี้ให้กันได้” คนประเภทนี้เป็นคนมีน้ำใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
ตัวแปรที่ 2 ก็คือ ด้านสังคม ที่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนเมืองเครียดหนักเข้าไปอีก เพราะจากสิ่งที่เจอะในแต่ละวัน ทั้งหน้าที่การงาน สิ่งแวดล้อมถูกอัดเข้ามา เมื่อมาสู่ท้องถนนก็ต้องเจอกับปัญหารถติดอีก ยิ่งเร่งรีบเท่าไหร่ ก็ยิ่งร้อนเท่านั้น เมื่อเกิดเหตุขึ้นอารมณ์ที่ค้างอยู่ในแต่ละวันก็ถูกระบายออกมาได้เช่นกัน
แล้วยิ่งคนที่ถืออาวุธในมือ ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรงก็ย่อมมีโอกาสมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว เรื่องนี้ พญ.พรรณพิมล ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า คนประเภทนี้สุขภาพจิตไม่ค่อยจะดี หรือเรียกง่ายๆ ว่าคุมตัวเองไม่อยู่ ความรุนแรงที่จะใช้อาวุธก็เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น คนที่ใกล้ชิดต้องใส่ใจ หมั่นดูแล รวมถึงตัวบุคคลเอง การดูแลสุขภาพจิตก็ต้องทำเช่นกัน อย่าคิดว่าไม่เป็นไร เพราะเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ เกิดจากอารมณ์แทบทั้งสิ้น ควรหาทางออก เช่น หาเรื่องผ่อนคลาย ทำกิจกรรมต่างๆ ที่สบายใจก่อนเดินทางกลับบ้าน พยายามใจเย็น อย่าคิดให้มาก รู้จักควบคุมอารมณ์ให้อยู่ เพียงเท่านี้ก็สามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้กรอบการใช้รถใช้ถนนร่วมกันได้แน่นอน
หากมองในมุมของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ การเข้าไประงับเหตุรุนแรงย่อมมีประสบการณ์มากกว่าใคร รวมถึงการหาทางออกให้กับคนเลือดร้อนว่าต้องทำอย่างไร
พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผู้กำกับการ 1 (สายตรวจ) จากกองบังคับการตำรวจจราจร ผู้ที่คลุกคลีอย่างดีกับจราจรในเมืองหลวง เล่าให้ฟังว่า ในความเห็นของตำรวจ การจราจรที่ติดขัด ปัญหาต่างๆ บนท้องถนน ย่อมสะท้อนไปถึงผู้ขับขี่ได้เป็นอย่าง|ดี ทำให้หลายคนต้องอารมณ์เดือดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทางออกที่สามารถทำได้ คือนอกจากผู้ขับขี่จะต้องเคารพกฎจราจรแล้ว ต้องมีน้ำใจให้กับเพื่อนร่วมทาง น้ำใจที่ต้องมี ขอย้ำว่าต้องมีน้ำใจให้กัน เพราะเมื่อมีน้ำใจ เข้าใจกันแล้ว เหตุต่างๆ ก็ไม่เกิดแน่นอน
อีกอย่างปัจจุบันการจราจรในกรุงเทพฯ ก็เป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว หากเกิดเรื่องเกิดราวที่มาจากอารมณ์อีก ก็ยิ่งพอกพูนปัญหาเพิ่มมากเข้าไป มีสติ ปัญญาเกิด ปัญหาไม่มีแน่นอน คนใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้
“ผมเคยประสบเหตุการณ์ที่ต้องลงไปเจรจาให้ผู้ขับขี่ที่เกิดปัญหา และกำลังจะใช้กำลังถึงขั้นลงไม้ลงมือ จากเหตุเพียงแค่รถอีกคันต้องการเปลี่ยนเลน แต่อีกคันกลับไม่ยอม ก็เบียดกันไปมา สุดท้ายอารมณ์มา สติหาย
ทางออกทางเดียวของพวกเขาก็คือใช้กำลังตัดสิน ผมก็ต้องเข้าไปแนะนำ ไกล่เกลี่ย เรื่องแค่นี้ก็น่าจะยอมกันได้ ไม่ต้องสร้างปัญหาเกิดขึ้น เพราะรถก็ติด คนก็ต้องสัญจรเช่นกัน สุดท้ายเมื่อให้เหตุผลมาพูดคุยกัน สุดท้ายก็ยอมกันเอง แต่หากผมไม่อยู่ด้วย ก็ไม่รู้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ผมขอย้ำชัดๆ ‘สติมี ปัญญาเกิดแน่นอน’ ฝากไว้ด้วยละกัน” พ.ต.อ.วีระวิทย์ ย้ำ
นายตำรวจอีกท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ห้ามทัพคนใช้อารมณ์บนท้องถนน พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล สารวัตรกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ (รถวิทยุ กองปราบฯ) พูดไว้น่าสนใจ
“ผมขอยกตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด กับเคสยิงกัปตันการบินไทยที่ตำรวจเพิ่งจับมือยิงได้ กรณีนี้มือยิงไปมีอารมณ์กับแท็กซี่คันหนึ่ง|มาก่อน และเมื่อมาเจอเหตุการณ์กับกัปตันการบินไทย ความเดือดของอารมณ์เลยคูณสอง จึงกระทำการที่ไม่ยั้งคิดออกไป แต่ปัจจัยอีกอย่างที่คนร้ายก่อเหตุได้นั่นเป็นเพราะ ‘เขามีอาวุธ’ ถ้าไม่มีอาวุธผมกล้ารับรองเลยว่าไม่กล้ามีเรื่องแน่ เพราะอาวุธที่พกพาทำให้เกิดความ ‘ได้ใจ’ กล้า และก่อเหตุด้วยการไม่คาดคิด” พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ เปิดประเด็น
แต่หากมองในแง่ของอาวุธอย่างที่สารวัตรต่อศักดิ์ได้กล่าวมา มุมมองที่ย้อนกลับไปถึงใบอนุญาตที่ไม่น่าจะให้คนอารมณ์ร้อนพกพาอาวุธได้จะดีหรือไม่ เรื่องนี้ พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ เห็นด้วย แต่สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นอีกปัจจัยต่ออารมณ์ให้ก่อเหตุได้เช่นกัน คนที่พกพาอาวุธ ทางที่ดีเมื่อเดินทางก็ควรไปเก็บไว้ในที่หยิบฉวยได้ยาก หรือแยกชิ้นส่วนออกจากกัน หากเกิดเหตุก็ให้นับ 1-10 เพื่อให้อารมณ์โมโหลดลง เพราะคนที่ก่อเหตุเกิดจากอารมณ์เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง
สารวัตรต่อศักดิ์ เล่าประสบการณ์ที่ประสบมาด้วยตัวเองให้เป็นข้อคิดว่า เคยเจอกรณีอารมณ์เดือดบนท้องถนนมาเช่นกัน เหตุเกิดระหว่างรถจักรยานยนต์กับรถแท็กซี่ เห็นว่าขับปาดหน้ากันไปมา สุดท้ายก็เดือดลงมาจากรถจะชกต่อยกันทันที
เมื่อลงไปห้ามเพื่อหย่าศึก เอาบัตรของทั้งสองฝ่ายมาตรวจดู ทำให้รู้ว่าอีกคนเป็นคนศรีสะเกษ อีกคนเป็นชาวบุรีรัมย์ ปรากฏว่าคนอีสานเหมือนกัน ก็เลยคุยกันได้ง่าย จบแบบไม่มีปัญหา ยอมรับที่ก่อเหตุไปนั้นเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่สนใจว่าเป็นใครมาจากไหน ดังนั้นการควบคุมอารมณ์จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้การจราจรบนท้องถนนก็ติดขัดสาหัสมากเพียงพออยู่แล้ว ลำพังอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากความประมาทก็มากเพียงพออยู่แล้ว อย่าไปเพิ่มอุบัติเหตุที่เกิดจากอารมณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนนอีกเลย ถ้าผู้ใช้รถใช้ถนนมีน้ำใจให้กัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ร่วมทาง ถนนในเมืองไทยคงจะน่าขับขี่กว่านี้อีกเยอะ ขอให้ท่องไว้ให้ขึ้นใจขณะขับรถ “ขับรถดี มีน้ำใจ ไม่ประมาท และอย่าใช้อารมณ์” ถ้าทำได้รับรองถนนเมืองไทยเป็นถนนสีขาวอย่างแท้จริง!!!







