
นโยบาย 3 สตางค์
ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์กำลังเริ่มเดินเครื่อง แต่สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดให้ความสนใจเอามากๆ เห็นจะเป็นมาตรการขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัม จากเดิมที่ขายเป็นฟอง
ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์กำลังเริ่มเดินเครื่อง แต่สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดให้ความสนใจเอามากๆ เห็นจะเป็นมาตรการขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัม จากเดิมที่ขายเป็นฟอง
ในต้นเดือน ก.พ. ปฏิบัติการไข่มาร์คหลากกิโลจะเริ่มต้น โดยหวังว่าจะทำให้ชาวบ้านประหยัดเงินค่าไข่ฟองละ 1020 สตางค์
ฟังดูแล้วเหนื่อยใจชอบกล
เพราะคนไทยกินไข่กันเฉลี่ยคนละ 145-165 ฟองต่อปี หมายความว่า 3 วันก็กินไข่กัน 1 ฟอง
การขายไข่เป็นกิโล จึงเท่ากับทำให้ประหยัดกันวันละ 3-6 สตางค์
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ที่สาละวน ใช้คน ใช้สารพัดเครื่องมือ ก็มายุ่งเกี่ยวกับเป้าหมายประหยัดเงินวันละ 36 สตางค์ เท่านั้น
นอกจากนั้นเมื่อเทียบกับความวุ่นวาย สารพัดปัญหาที่จะตามมาทั้งจากคนซื้อ จากแม่ค้า ฯลฯ สุดท้ายคนซื้ออาจจะต้องจ่ายแพงกว่าเดิม คิดแล้วมันคุ้ม หรือน่ากลุ้มใจกันแน่
ทำไมต้องมะงุมมะงาหรากับปัญหา 3 สตางค์นัก
และยิ่งมองถึงแนวคิดการขายไข่ไก่เป็นกิโลก็ยิ่งน่าหนักใจ เพราะปกติแล้วทุกชาติในโลก โดยเฉพาะชาติที่พัฒนาด้านสติปัญญาล้วนแต่ต้องการให้สินค้าเกษตรราคาดีทั้งนั้น
การที่สินค้าเกษตรจะราคาดีได้ มีองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลิตเป็นสินค้าต่อเนื่อง หรือแยกคุณภาพ คัดเกรดสินค้า
การคัดไข่ ขายเป็นเกรด ขายเป็นฟอง ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเช่นกัน
รัฐบาลไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือหรือพัฒนากลไกเหล่านี้ หลายสิบปีก่อนเคยขายไข่กันเป็นกิโล แต่กลไกตลาดก็พัฒนามาเป็นฟอง สุดท้ายรัฐบาลก็ตั้งท่าจะทำลายระบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นเสียนี่
หากรัฐบาลต้องการลดต้นทุนไข่ เนื้อสัตว์ ควรไปดูแลต้นทุนการผลิต ทำให้เกิดการแข่งขัน นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลี้ยงเพื่อลดต้นทุน ส่งเสริมให้สหกรณ์หรือชุมชนที่เลี้ยงสัตว์มีความแข็งแรง ผลิตสินค้าป้อนชุมชนมากยิ่งขึ้นจะดีกว่า
แต่นี่รัฐบาลกลับมายุ่งกับระบบตลาดที่มีมูลค่าการครองชีพวันละ 3 สตางค์เท่านั้น แทนที่จะทำอย่างอื่นที่ได้ผลและเป็นจริงเป็นจัง
โอ้แม่เจ้า ยุคนี้ช่างมีเรื่องมหัศจรรย์บันลือโลกมากเสียจริง







