posttoday
อุตฯเชื่อมั่นเกิน100

อุตฯเชื่อมั่นเกิน100

21 มกราคม 2554

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นทะลุ 109.7 หลังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง กำลังซื้อฟื้น แนะรัฐดูแลต้นทุนพลังงาน

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นทะลุ 109.7 หลังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง กำลังซื้อฟื้น แนะรัฐดูแลต้นทุนพลังงาน

ชะลอการลอยตัวแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 109.7 จากระดับ 99.7 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และการที่ค่าดัชนีเกิน 100 แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอยู่ในระดับดี

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับช่วงปีใหม่ เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร การเมืองไม่มีเหตุการณ์รุนแรง รวมทั้งภาคการส่งออกขยายตัวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอยู่ในระดับดี

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ในเดือน พ.ย. 2553 อยู่ที่ระดับ 113.6 เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าดัชนีมากเกินระดับ 100 เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง เครื่องประดับ ยานยนต์ ปิโตรเคมี ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 100 มี 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำตาล แก้วและกระจก และกลุ่มที่ค่าดัชนีต่ำกว่า 100 มี 3 กลุ่ม คือ โรงเลื่อยและโรงอบไม้ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องการเกษตร

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังกังวลถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมาคืออัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และทางการเมือง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเสนอว่าต้องการให้ภาครัฐดูแลราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบให้เหมาะสม ส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มเอสเอ็มอีและการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน กระตุ้นการส่งออกและสร้างเสถียรภาพทางการเมือง รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลชะลอการประกาศลอยตัวราคาแอลพีจีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เวลาปรับตัว พร้อมให้รัฐสนับสนุนงบประมาณบางส่วน หรือมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ดังนี้ 1. หามาตรการช่วยเหลือในการจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอก่อน โดยมีราคาไม่แตกต่างจากเดิม 2. มาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ให้เหมาะสมกับเชื้อเพลิงทางเลือก 3. มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น

สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบมากที่สุดในเรื่องการลอยตัวราคาแอลพีจี ได้แก่ อุตสาหกรรมเซรามิก และกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก ที่มีการใช้แอลพีจีคิดเป็นต้นทุนด้านพลังงานสูงถึง 2540% ของต้นทุนรวม รวมทั้งยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น อาหาร เคมี พลาสติก ยาง และยา โดยการใช้แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการใช้ทั้งหมด

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน