
อุตฯเชื่อมั่นเกิน100
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นทะลุ 109.7 หลังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง กำลังซื้อฟื้น แนะรัฐดูแลต้นทุนพลังงาน
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นทะลุ 109.7 หลังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง กำลังซื้อฟื้น แนะรัฐดูแลต้นทุนพลังงาน
ชะลอการลอยตัวแอลพีจีภาคอุตสาหกรรม
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 109.7 จากระดับ 99.7 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และการที่ค่าดัชนีเกิน 100 แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอยู่ในระดับดี
ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรองรับช่วงปีใหม่ เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากราคาสินค้าเกษตร การเมืองไม่มีเหตุการณ์รุนแรง รวมทั้งภาคการส่งออกขยายตัวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอยู่ในระดับดี
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 115.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ในเดือน พ.ย. 2553 อยู่ที่ระดับ 113.6 เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าดัชนีมากเกินระดับ 100 เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง เครื่องประดับ ยานยนต์ ปิโตรเคมี ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 100 มี 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำตาล แก้วและกระจก และกลุ่มที่ค่าดัชนีต่ำกว่า 100 มี 3 กลุ่ม คือ โรงเลื่อยและโรงอบไม้ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องการเกษตร
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังกังวลถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมาคืออัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และทางการเมือง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังเสนอว่าต้องการให้ภาครัฐดูแลราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบให้เหมาะสม ส่งเสริมการลงทุนของกลุ่มเอสเอ็มอีและการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน กระตุ้นการส่งออกและสร้างเสถียรภาพทางการเมือง รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลชะลอการประกาศลอยตัวราคาแอลพีจีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เวลาปรับตัว พร้อมให้รัฐสนับสนุนงบประมาณบางส่วน หรือมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ดังนี้ 1. หามาตรการช่วยเหลือในการจัดหาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอก่อน โดยมีราคาไม่แตกต่างจากเดิม 2. มาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ให้เหมาะสมกับเชื้อเพลิงทางเลือก 3. มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น
สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบมากที่สุดในเรื่องการลอยตัวราคาแอลพีจี ได้แก่ อุตสาหกรรมเซรามิก และกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก ที่มีการใช้แอลพีจีคิดเป็นต้นทุนด้านพลังงานสูงถึง 2540% ของต้นทุนรวม รวมทั้งยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น อาหาร เคมี พลาสติก ยาง และยา โดยการใช้แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการใช้ทั้งหมด







