
"สุรพงษ์" อัดรบ.ใช้สื่อรัฐสร้างความแตกแยก
พท. อัด รบ.ทำสังคมแตกแยกหลังรายงานคดียึดทรัพย์ทักษิณ อัด 2 มาตรฐาน ปลดรายการ "บรรณวิทย์"
พท. อัด รบ.ทำสังคมแตกแยกหลังรายงานคดียึดทรัพย์ทักษิณ อัด 2 มาตรฐาน ปลดรายการ "บรรณวิทย์"
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่อง สื่อของรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความแตกแยกในสังคม จากกรณีรายการเจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก ช่อง 11 เวลา 21.00 น. วันที่ 18 ม.ค. มีการนำเสนอเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้จรรยาบรรณ ความเป็นสื่อ เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลและชี้นำสังคม
ทั้งนี้ อยากถามนายกฯ ว่า อยากให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองหรือสร้างความร้าวฉานในหมู่คนไทยเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ถึงมีรายการแบบนี้เผยแพร่ออกมา นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการ 2 มาตรฐาน ขณะที่ปล่อยให้รายการนี้ออกอากาศ แต่นายกรัฐมนตรีกลับสั่งถอดรายการ “ สู้เพื่อบ้านเมืองกับนายพลคนกล้า” ที่มีพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นผู้ดำเนินรายการ
นอกจากนี้ประชาชนในพื้นที่ตนไม่มีใครดู ช่อง 11 บางคนถึงกับเอาเท้าไปแนบหน้าจอ เมื่อเห็นหน้าคนบางคนขึ้นจอ ซึ่งตนและคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ตนเองสงสัยว่าองค์กรที่ดูแลด้านจริยธรรมของรัฐหายไปไหนหมด
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้ง 2 รายการ ตนเองไม่เคยดู และไม่รู้จัก ส่วนที่บอกว่าตนเองสั่งถอดรายการดังกล่าวก็เป็นเท็จไม่เคยทำเช่นนั้น ทำให้นายสุรพงษ์ ตอบโต้ว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ฝากบอกนายกฯ ว่า สัปดาห์หน้าจะยื่นถอดถอนนายกฯ และจะเอาความจริงมาพูด ส่วนตนเองจะแฉหลักฐานการทุจริตที่รัฐบาลทำให้บ้านเมืองเสียหายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลยืนยันที่จะใช้สื่อของรัฐเพื่อชี้แจง ความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยการสร้างความเข้าใจต่างๆ ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังมีวิทยุชุมชนบางแห่งโดยเฉพาะในพื้นที่ของผู้พูด ทางเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปดำเนินการ ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย
ส่วนกรณีรายการทางช่อง11นั้น เริ่มออกอากาศ ส.ค. 52 เป็นธรรมดาของรายการทีวี ที่ จะมุ่งนำเสนอประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ อาทิ ขบวนการล้มเจ้า คดีความต่างๆ ปัญหากัมพูชา และกรณีนายกฯประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหากับไทย ซึ่งตรงนี้อาจมีการกระทบกระทั่งในเรื่องตัวบุคคลบ้าง เช่น กรณียึดทรัพย์ 7.6 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คิดว่าจากนี้ไปจนถึงวันที่ 26ก.พ.ซึ่งเป็นวันพิจารณาคดี จะมีอีกหลายรายการที่นำเสนอประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่หากเรื่องใดที่คิดว่า สร้างความเสียหายกับบุคคลนั้น ก็สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องได้ ยืนยันว่าไม่มีคำว่าสองมาตรฐานทุกอย่างทำเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความสงบ และเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้







