
เอกชนชี้ศก.ปีนี้โตไม่เกิน5%
หอการค้าคาดเศรษฐกิจปี 2554 โต 4-5% เตือนระวังการเมือง ม็อบเหลืองแดง ตัวฉุด
หอการค้าคาดเศรษฐกิจปี 2554 โต 4-5% เตือนระวังการเมือง ม็อบเหลืองแดง ตัวฉุด
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะสามารถเติบโตได้ที่ 4-5% เป็นผลจากเศรษฐกิจในประเทศที่เคยมีปัญหา เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่นเริ่มปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่ภาคการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 10% มูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน โดยได้รับอานิสงส์จากตลาดอาเซียนมากที่สุด คาดว่าจะโตเพิ่มเป็น 2-4% ดังนั้นผู้ประกอบการควรหันมาให้ความสำคัญต่อการส่งออก ไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนให้มาก กว่าส่งออกไปตลาดที่ค่อนข้างไกล
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เรื่องสำคัญยังคงเป็น 1.เรื่องของการเมืองในประเทศที่ยังไม่นิ่ง เป็นประเด็นหลัก หากการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจของประเทศมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 2.ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นปัจจัยสำคัญของต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องคอยระวัง
3.อัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องติดตามต่อไป คาดว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบเงินเหรียญสหรัฐอาจจะแข็งค่าขึ้น และ 4.ปัญหาอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน เพราะมีผลโดยตรงต่อภาระการดำเนินธุรกิจ
“ปัญหาการเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวบั่นทอนสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างมาก แต่หากการเมืองนิ่งมีเสถียรภาพ ปล่อยให้การเมืองดำเนินไปตามระบบปกติ ก็เชื่อว่าอาจทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจขยับขึ้นไปได้ 78% เพราะการเมืองมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน” นายดุสิต กล่าว
นอกจากนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องการชุมนุมของทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงก็เป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะจะเป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ง่าย โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ
ดังนั้น จึงต้องการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเลิกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หันมามองประโยชน์ของชาติ เห็นประโยชน์ของชาติมาก่อน
“อยากให้ทุกฝ่ายออกมาใช้พลังร่วมมือกันทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะดีกว่าสร้างความขัดแย้งในสังคมอีก หากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม” นายดุสิต กล่าว
อย่างไรก็ดี หากปีนี้มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นและรัฐบาลสามารถควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามระบบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านอกจากจะได้รับการยอมรับจากทั่วโลกแล้ว ประชาชนในประเทศก็จะเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ แต่ในระหว่างที่มีการจัดตั้งรัฐบาล ก็คาดว่าการลงทุนอาจชะลอตัวบ้าง เนื่องจากนักลงทุนรอฟังนโยบายใหม่ และโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีที่จะออกมาขับเคลื่อนประเทศต่อไป







