posttoday
ทางเลือกทางรอดแรงงานนอกระบบยามเกษียณ

ทางเลือกทางรอดแรงงานนอกระบบยามเกษียณ

17 มกราคม 2554

หากจะปรับสิทธิประโยชน์ให้แรงงานนอกระบบได้รับบำนาญชราภาพด้วยจะทำให้มีภาระผูกพันที่คาดการณ์ได้ยากกับกองทุนประกันสังคมเนื่อง.....

หากจะปรับสิทธิประโยชน์ให้แรงงานนอกระบบได้รับบำนาญชราภาพด้วยจะทำให้มีภาระผูกพันที่คาดการณ์ได้ยากกับกองทุนประกันสังคมเนื่อง.....

โดย...วิทยา ปะระมะ

ดังที่ได้ทราบแล้วสำหรับนโยบายประชาวิวัฒน์ซึ่งหนึ่งในนั้นมีแพ็คเก็จดูแลแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน ด้วยการดึงเข้าระบบประกันสังคม โดยให้เลือกจ่ายเงินสมทบ 2 อัตราคือ 100 บาท/เดือน และ 150 บาท/เดือน

สำหรับอัตรา 100 บาท/เดือน ผู้สมทบจะได้สิทธิประโยชน์ 3 อย่างคือ 1.เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย ได้วันละ 200 บาท/วัน เป็นเวลาไม่เกิน 20 วัน 2.เงินชดเชยทุพพลภาพ ได้ 1,000 บาท/เดือน ต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปี และ 3.เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต 2 หมื่นบาท/คน โดยรัฐอุดหนุนให้ 30 บาทและผู้ประกันตนจ่ายอีก 70 บาท

ส่วนอัตรา 150 บาท/เดือน จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มอีก 1 อย่างคือเงินบำเหน็จชราภาพซึ่งจะหักเงิน 50 บาทสะสมเป็นบำเหน็จ โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินเมื่อถึงอายุครบ 60 ปี มีการการันตีดอกผลขั้นต่ำ 3 % แต่อาจมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับผลกำไรที่นำไปลงทุน โดยอัตรานี้รัฐจ่ายสมทบ 50 บาทและผู้ประกันตนจ่ายอีก 100 บาท

อย่างไรก็ตามในมุมมองของแรงงานนอกระบบกลับวิจารณ์ว่าแพ็คเก็จนี้ยังไม่โดนใจ เนื่องจากสิ่งที่ต้องการที่สุดคือการได้รับเงินบำนาญชราภาพเพราะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงในชีวิตยามชรา

แล้วทางออกในการจัดสวัสดิการดูแลแรงงานนอกระบบในยามชราจะทำได้อย่างไร?

นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าเงินสมทบที่เก็บจากแรงงานนอกระบบจะนำเข้ากองทุนประกันสังคมแต่จะแยกบัญชีไม่ให้ปะปนกับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (แรงงาน-พนักงานบริษัทที่มีนายจ้างร่วมจ่ายสมทบ) ซึ่งจากการศึกษาแล้วคาดว่าเงินที่เก็บเข้ามาได้น่าจะเพียงพอกับสิทธิประโยชน์ที่ต้องจ่ายออกไปโดยไม่ต้องไปดึงเงินจากบัญชีอื่นๆมาอุดหนุน

อย่างไรก็ตามหากจะปรับสิทธิประโยชน์ให้แรงงานนอกระบบได้รับบำนาญชราภาพด้วยจะทำให้มีภาระผูกพันที่คาดการณ์ได้ยากกับกองทุนประกันสังคมเนื่องจากคนปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้นซึ่งไม่ทราบว่ากองทุนจะต้องจ่ายบำนาญให้แรงงานนอกระบบไปอีกกี่ปีและเงินที่เก็บสมทบเข้ามาจะเพียงพอสำหรับจ่ายเป็นบำนาญหรือไม่

"วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการจ่ายบำเหน็จเป็นก้อนไปเลยแล้วให้ผู้ประกันตนไปบริหารจัดการเงินเอาเองให้เพียงพอที่จะอยู่ได้จนสิ้นอายุขัย แต่วิธีนี้ก็ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าโยนภาระให้ผู้ประกันตนมากไป"นพ.สมเกียรติกล่าว

นพ.สมเกียรติกล่าวว่ายังมีอีกวิธีที่จะบริหารจัดการให้แรงงานนอกระบบมีเงินพอใช้ในยามชรา นั่นคือการให้รัฐเป็นผู้บริหารจัดการเงินบำเหน็จแทนผู้ประกันตนเสียเลย โดยแทนที่จะรับเงินก้อนเมื่ออายุครบ 60 ปี รัฐจะยังไม่จ่ายให้แต่จะนำเงินไปบริหารให้ออกดอกออกผลแล้วทยอยจ่ายบำเหน็จเป็นรายเดือนแทน

"วิธีนี้สามารถการันตีเงินให้พอใช้หลังเกษียรไปอีก 15 ปี ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่หลายๆกองทุนกำลังทำ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของข้าราชการก็มีแนวคิดแบบนี้ เงินบำเหน็จที่ว่าก็จะแยกบัญชีออกจากกองทุนประกันสังคมต่างหากเพื่อนำไปบริหารให้มีดอกผล"นพ.สมเกียรติกล่าว

แล้วถ้าผู้ประกันตนใช้บำเหน็จไปจนครบ 15 ปี หลังจากนั้นจะทำอย่างไร?

"ถ้าใช้เงินไปจนหมดเวลาการันตี 15 ปีก็มี 2 แนวทางให้เลือกคือ 1.รัฐเข้ามารับภาระในการดูแลคนกลุ่มนี้ไปเลยหรือ 2.ใช้วิธีถัวเฉลี่ย เอาเงินบำเหน็จของคนที่เสียชีวิตก่อนครบ 15 ปีมาดูแลคนที่มีอายุเกิน 15 ปีหลังเกษียณ แต่วิธีนี้ต้องมีฉันทามติจากคนทั้งสังคมว่าจะยอมให้เอาเงินมาดูแลคนอื่นๆ โดยทายาทผู้เสียชีวิตจะไม่ได้รับเงินก้อนนี้"นพ.สมเกียรติกล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.สมเกียรติยอมรับว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นหารือและคงใช้เวลาอีกระยะในการผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป เช่น การแก้กฎหมายประกันสังคมบังคับให้รัฐเข้ามาจ่ายเงินสมทบเงินแก่แรงงานนอกระบบด้วย เนื่องจากขณะนี้กฎหมายยังไม่ได้ระบุไว้ และเงินที่รัฐจ่ายตามนโยบายประชาวิวัฒน์ก็เป็นเงินที่รัฐประเดิมช่วยจ่ายให้เท่านั้น

ยังไม่รวมปัญหาของผู้ประกันตนในระบบตามมาตรา 33 ที่กองทุนประกันสังคมต้องรับภาระจ่ายเงินบำนาญชราภาพในอนาคตจนอาจเกิดภาวะ “เงินหมด” ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอะไรเลย..... 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา