
'พิธา'ย้ำโหวตนายกฯหากถูกตีตกส่งไม้ต่อเพื่อไทยแต่ต้องอยู่เรือลำเดียวกัน
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ห่วงถูกคว่ำโหวตนายก รอบ2 ชี้กระทบทั้งระบบ ย้ำหากผลลงมติไม่ผ่านพร้อมส่งไม้ต่อให้เพื่อไทย แต่8พรรคการเมืองต้องอยู่เรือลำเดียวกันตามความต้องการของประชาชน
เมื่อเวลา 14.45น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายรัฐมนตรี กล่าวที่รัฐสภาว่ายังไม่ทราบรายละเอียด ของการประชุม3ฝ่ายที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่2 จะมีการเสนอชื่อตนเองหรือไม่ เพราะเพิ่งเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จึงยังไม่รู้ว่าควรจะต้องกังวลหรือไม่ตัองกังวล แต่ในการประชุม8พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 17ก.ค.2566ได้อธิบายในแง่กฏหมายของทุกพรรค ฝ่ายกฎหมายหลายพรรคได้มาคุยกันว่าการโหวตนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ การอ้างระเบียบข้อบังคับไม่เกี่ยว หรือหากเป็นญัตติก็ต้องพูดให้ชัด แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ และก็มีหลายมุม ซึ่งต้องขอรอฟังที่ประชุม ส.ส.พรรคก้าวไกลให้อัพเดทให้ฟังก่อน
นายพิธา ย้ำว่า หากได้รับเสียงโหวตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือกว่า10% ประมาณ 340-350ที่นั่ง ก็จะเห็นว่าเป็นทิศทางที่ดี ที่เข้าใกล้เป้าหมาย รวมถึงเรื่องยกเลิก ม.272 ที่ดำเนินการโดยพรรคก้าวไกลที่ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ หรือถ่วงเวลาใดๆทั้งสิ้น แต่ตัดสินใจด้วยสถิติในการโหวต ปิดสวิตซ์ ส.ว.เมื่อเดือน พ.ย.ปี 63 เดือนพ.ค.ปี 64 และเดือน ก.ย.ปี 65
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยพูดถึงความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลแต่ตัองมีการเปิดทางจากพรรคก้าวไกลก่อนนายพิธา พยักหน้ารับ แล้วกล่าวว่า “ครับเมื่อถึงเวลาก็เป็นแบบนั้น”
ส่วนจะต้องเตรียมแผนสำรองและเสนอชื่อคนที่จะมาโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีแทนหรือไม่ ยังไม่เห็นสถานการณ์ที่จำเป็นจะต้องทำแบบนั้นอยากฟังสถานการณ์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการยื่นกฎหมาย หรือที่ประชุม3ฝ่าย
ส่วนการเสนอปรับ MOUใหม่จะมีแผนหรือกรอบอย่างไรหรือไม่นายพิธา กล่าวว่า MOUยังเหมือนเดิมอยู่ และยังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคไหนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง วันนี้ยังไม่มีโอกาสได้ฟังข้อเท็จจริงมีเพียงฟังผู้สื่อข่าว ซึ่งจะต้องขอไปคุยกับพรรคร่วมทั้ง8พรรคก่อนหากมีการปรับเปลี่ยนยืนยันว่าหากได้รับผลลัพธ์ก็สามารถปรับยุทธศาสตร์ไปได้เรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
กรณีที่ ส.ว.ระบุว่าหากพรรคก้าวไกลไม่แก้ม.112 ก็จะโหวตให้ นายพิธา กล่าวว่า จากการอภิปรายเมื่อวันที่ 13 ก.ค.เป็นโอกาสที่ทำให้เห็นภาพได้มากขึ้นเห็นว่าบางคนคิดว่าเป็นเรื่องความยืดหยุ่นมากกว่า ว่าใครจะเป็นคนฟ้องผู้กระทำผิด เพื่อที่จะให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ เป้าหมายที่ไม่ให้ใครเอากฎหมายมาตรานี้มารังแกกัน ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเป็นคนฟ้อง บางคนบอกว่าต้องเป็นนายกรัฐมนตรี บางคนก็บอกว่าต้องเป็นคณะกรรมการ ซึ่งที่จริงแล้วการอภิปรายเมื่อวันที่13 ก.ค.ทำให้เราเข้ามกล้กันมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องแก้หรือไม่แก้ตนรู้สึกว่ามีความคืบหน้าเหมือนกันในเรื่องแบบนี้จากที่ไม่เคยคุยกันก่อน
“แสดงว่ายังมีรายละเอียดที่ยืดหยุ่นและพูดคุยกันได้ ไม่ใช่แค่เป็นเส้นกั้นเท่านั้น แต่มันกลายเป็นความเป็นไปได้ที่มีการพูดคุยกันมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ว่ากันในสภา แต่พูดถึงกันในสังคมไทยจริงๆ”
ส่วนที่กลุ่ม ส.ว.พยายามคว่ำการโหวตก่อนที่จะมีการอภิปราย นายพิธา กล่าวว่า หากทำเพื่อสกัดกั้นตนคนเดียวแล้วให้กลายเป็นเรื่องของระบบทั้งหมด
“อีกหน่อยถ้ามันมัดผม มัดพรรคผม มันก็จะมัดพรรคที่สอง พรรคที่สาม พรรคที่สี่ และผมเข้าใจว่าถ้าเป็นในเชิงรัฐศาสตร์ การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กับญัตติต่อไปนี้ถ้ามีคนที่มาดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องมีการเสนอชื่อ ก็จะกลายเป็นญัตติหมด ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือสภาแล้วโดนแบบนี้มันจะกลายเป็นการผูกที่แก้ยากมากๆและจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตของคนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง มันเรื่องใหญ่ วันนี้ต้องดึงสติกันให้ชัด มันคือความแตกต่างระหว่างเสนอชื่อกับญัตติและถ้าอันไหนที่เป็นมาตราที่ต้องเป็นญัตติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าอย่างงี้ต้องเข้าชื่อแล้วยื่นญัตติ กับอีกอันที่อยู่กันละหมวดแล้วไม่มีการพูดถึง ผมคิดว่าถ้าไปตีความสกัดไม่ให้เป็นผม ผมว่าแบบนี้น่ากลัว”
เมื่อถามว่า เป็นเพราะความพยายามสลับขั้วการตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ไม่สามารถฟันธงได้ แต่หากสกัดกั้นตนก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำ
เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าหากเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคก้าวไกลจะอยู่ในสมการเดียวกัน นายพิธากล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการเพราะเป็นรัฐบาลที่ร่วมกันจัดตั้ง 8 พรรคมี MOU กันมาอย่างชัดเจน และทำงานมาถึงขั้นนี้แล้วก็คิดว่าหากในฐานะพรรคอันดับ 1 ไปต่อไม่ได้ก็ส่งไม้ให้พรรคอันดับ 2ก็คิดว่าคงจะอยู่ในเรือลำเดียวกันร่วมกันมาและตั้งรัฐบาลแห่งความหวังของประชาชน ส่วนจะมีเงื่อนไขอะไรที่จะดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลหากมีการปรับ MOU ยังไม่มีและให้ยึดตามแถลงเมื่อวานนี้
นายพิธา ยังกล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย บอกให้ลดเพดานแล้วพร้อมจะโหวตให้ว่าไม่แน่ใจว่าข้อเสนอนี้ยังอยู่หรือจบไปแล้ว เพราะเห็นจากสื่อว่าจบไปแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องนำมาวิเคราะห์กัน







