posttoday
เจ้าพ่อเลือกตั้ง

เจ้าพ่อเลือกตั้ง

16 มกราคม 2554

พรรคการเมืองทั้งหลายจึงเป็นเสมือน “บรรษัทธุรกิจการเมือง” แห่งหนึ่งๆ เท่านั้น ซึ่งบางพรรคก็มีการขายหุ้นในทำนองบริษัทมหาชน ให้คนมีสตางค์ทั้งหลายมาร่วมจับจอง “พื้นที่อำนาจ” ได้อย่างเปิดเผย.....

พรรคการเมืองทั้งหลายจึงเป็นเสมือน “บรรษัทธุรกิจการเมือง” แห่งหนึ่งๆ เท่านั้น ซึ่งบางพรรคก็มีการขายหุ้นในทำนองบริษัทมหาชน ให้คนมีสตางค์ทั้งหลายมาร่วมจับจอง “พื้นที่อำนาจ” ได้อย่างเปิดเผย.....

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

มีข้อมูลระบุว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งในยุคแรกๆ ก่อน พ.ศ. 2518 ส่วนใหญ่จะมีอาชีพทนายความ รองลงมาคือครู ถัดมาก็เป็นข้าราชการกลุ่มต่างๆ ส่วนพ่อค้าและนักธุรกิจจะมีน้อยมาก แต่มาในยุคหลังตั้งแต่ พ.ศ. 2518 เป็นต้นมากลับปรากฏว่ามีพ่อค้าและนักธุรกิจมาลงสมัครรับเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ จำนวนของ “คนท้องถิ่น” ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งในอดีตจะมีจำนวนน้อยเนื่องจากถูกคนในส่วนกลางโดยเฉพาะข้าราชการที่เคยมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ มาลงสมัคร เช่นเดียวกันตั้งแต่การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2518 คนท้องถิ่นก็หาญกล้าที่จะอาสาเข้าทำงานให้กับพี่น้องในท้องที่มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสามารถยึดครอง “อาณาจักร” ของพวกเขาไว้ได้อย่างมั่นคง จนมาถึงในยุคปัจจุบันผู้สมัครประเภท “หมาหลง” น่าจะสูญพันธุ์ไปจากท้องถิ่นนั้นหมดแล้ว

เจ้าพ่อเลือกตั้ง

ในช่วง พ.ศ 2523–2529 ที่ผู้เขียนทำหน้าที่ติดสอยห้อยตามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ไปช่วยลูกพรรคหาเสียงในจังหวัดต่างๆ จึงได้เห็นบรรยากาศ “การต่อสู้” อันดุเดือดในการเลือกตั้งหลายๆ พื้นที่ ซึ่งครั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ก็คือการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ร้อยเอ็ด ที่พรรคกิจสังคมต้องต่อสู้กับพรรคชาติประชาธิปไตย ซึ่งผู้สมัครของพรรคนี้ก็คือ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี

ครั้งนั้นทั้งสองพรรคระดม “สรรพกำลัง” มาต่อสู้กันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ถึงขั้นเดินแจกเงินซื้อเสียงกันกลางถนนในตัวเมืองร้อยเอ็ดกลางวันแสกๆ ร่วมด้วยข้าราชการทั้งฝ่ายมหาดไทยและตำรวจที่ออกมาใช้ “อิทธิพล” สนับสนุนผู้สมัครที่คาดกันว่าจะชนะอย่างโจ๋งครึ่ม รวมทั้ง|พ่อค้านักธุรกิจทั้งระดับชาติและท้องถิ่น|ต่างก็หอบหิ้ว “กระเป๋า” มาวางหน้าผู้สมัครแต่ละฝ่ายอย่างกับว่ากำลังเล่นการพนันในบ่อน

นั่นแหละคือต้นกำเนิดของการซื้อเสียงเพื่อซื้ออำนาจในทางการเมือง ที่รู้จักกันในนาม “โรคร้อยเอ็ด” หรือที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “ธนาธิปไตย” ที่ได้เพาะเชื้อ “ธุรกิจการเมือง” ให้เกิดขึ้น

แต่เสียงที่ผู้เขียนยังจำติดหูก็คือ “หมาบ้านอื่นมันมากินข้าวกินน้ำบ้านเรา

แล้วมันก็จากไป อย่าไปเลือกมัน ไล่มันไปเสียจากบ้านเราซะ ไอ้หมาเนรคุณ” ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะสิ่งที่นักการเมืองหาเสียงไว้ เช่น จะเอารถไฟมาวิ่งที่ร้อยเอ็ด หรือจะเอาเครื่องบินมาลงที่จังหวัดนี้ ถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของสิ่งเหล่านั้น

ต่อมาใน พ.ศ. 2538 อันเป็นยุคที่ อบต. หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นในระดับล่างสุดได้ถือกำเนิดขึ้น การเลือกตั้งได้เป็นวิถีชีวิตที่สำคัญของชาวบ้าน แต่โดยเหตุที่การเมืองระดับชาติได้สร้าง “วัฒนธรรม” (ที่จริงไม่ควรเรียกว่าวัฒนธรรม เพราะคำคำนี้หมายถึงการเจริญงอกงาม ควรจะเรียกว่า “กษัยธรรม” หรือความเสื่อมโทรมนั้นมากกว่า) ที่เลวร้ายไว้ก่อนหน้านี้ คือการซื้อสิทธิขายเสียง จึงปรากฏว่าได้ระบาดมายังท้องถิ่นด้วย รวมทั้งการต่อสู้แบบ “แพ้ไม่ได้” ที่ทำให้เกิดความรุนแรงในการเลือกตั้งท้องถิ่นไปทั่วประเทศ แต่ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ “ความแตกแยก” ที่เกิดขึ้นในระหว่างชาวบ้านด้วยกันอันเป็นผลมาจากการถือหางผู้สมัครแต่ละฝ่ายนั้น ทั้งนี้ไม่นับผลสืบเนื่องภายหลังเลือกตั้งที่มีการเข้ามาถอนทุนและโกงกินกันในรูปแบบต่างๆ นั้นด้วย

ในปี 2543 มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามมาในด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2544 ซึ่งผลการเลือกตั้งเหล่านั้นได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่าท้องถิ่นมีอิทธิพลครอบงำเหนือส่วนกลางอย่างน่าวิตก และยังมาตอกย้ำภาพนี้ในการเลือกตั้ง สส.อีก 2 ครั้งในปลายปี 2548 กับต้นปี 2549 กับการเลือกตั้ง สว.ในปี 2549 นั้นด้วย นั่นก็คือผลการเลือกตั้งสามารถคาดได้จากการสนับสนุนของ “ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น” เช่นเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2550 ที่ผู้สมัครจำเป็นต้องไปเข้าด้วย “ก๊กก๊วน” ที่มีเจ้าพ่อคุมอยู่ในแต่ละจังหวัด

ในปี 2551 ที่มีการเลือกตั้ง สว.อีกครั้งตามรัฐธรรมนูญ 2550 ผู้เขียนได้ยินอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดถึงความประสงค์ที่จะไปลงสมัครเป็น สว.ที่จังหวัดในภาคกลางจังหวัดหนึ่ง แต่ต้องเจอกับอุปสรรคเพราะมี “เจ้าที่ในท้องถิ่น” โดยการวางระบบไว้ของ “เจ้าพ่อระดับชาติ” แจ้งให้ทราบว่า ถ้าอยากจะเป็น สว.ในจังหวัดนี้ต้องวางเงินไว้เป็นประกัน 30 ล้านบาท แม้จะพยายามต่อรองลงมาเป็น 20 ล้านบาท “ท่าน” ก็ไม่ยอม

การเลือกตั้งในยุคนี้เป็นเรื่องของการ “ลงขัน” และ “ลงแขก” นั่นก็คือต้องเริ่มต้นด้วยการรวมทุนกันของผู้ที่อยากจะได้อำนาจทางการเมือง ในลักษณะที่ “ใครลงเงินมากก็มีอำนาจมาก” จากนั้นก็ต้องมาหาสมัครพรรคพวกตั้งขึ้นเป็นก๊กเป็นแก๊ง อย่างที่เราเรียกว่า “มุ้ง” เพราะยิ่งมุ้งมีขนาดใหญ่ก็จะมีอิทธิพลในทางการเมืองยิ่งใหญ่ตามไปด้วย บางทีก็มีการตั้งชื่อมุ้งให้ดูลึกลับ เช่น “5 ส” “3 พี” หรือตั้งมุ้งตามภูมิภาคหรือเขตยึดครองของหัวหน้ามุ้ง เช่น “เป็ดบางแค” “ห้อยบุรีรัมย์” “เตี้ยลุ่มเจ้าพระยา” และ “ชาโตเดอชาละวัน” เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองทั้งหลายจึงเป็นเสมือน “บรรษัทธุรกิจการเมือง” แห่งหนึ่งๆ เท่านั้น ซึ่งบางพรรคก็มีการขายหุ้นในทำนองบริษัทมหาชน ให้คนมีสตางค์ทั้งหลายมาร่วมจับจอง “พื้นที่อำนาจ” ได้อย่างเปิดเผย รวมทั้งการขายอนุพันธ์ (นโยบายประชานิยม) ต่างๆ แพร่หลายลงไปถึงคนรากหญ้า แต่บางพรรคก็ยังบริหารแบบเครือญาติ ผู้บริหารเป็นแค่ “หลงจู๊” และยังล้อมวงกันใช้จ่ายแบบ “กงสี” รวมถึงบางพรรคก็ตั้งขึ้นในลักษณะของ “บริษัทคุ้มภัย” คือบริการใช้อิทธิพลดูแลคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ให้กับลูกค้าที่ต้องการ เหมือนขบวนการ “เปาเปียว” ในหนังจีน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นเป็นผลมาจากสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า “เจ้าพ่อเลือกตั้ง” ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ที่มีผู้เขียนเป็นกรรมการอยู่ด้วย ได้พิจารณาว่าเป็นพิษภัยร้ายแรงต่อการเมืองไทย จึงคิดที่จะลดจำนวน สส.ในภาคส่วนที่เคยยึดครองพื้นที่แต่ละจังหวัดนี้ลง โดยการตั้งตัวเลขไว้ในระยะแรกว่าลดลงไปสัก 25 คนเสียก่อน แล้วเอาส่วนที่ลดนี้ไปเพิ่มให้กับแบบ สส.บัญชีรายชื่อที่จะได้หาคนดีๆ เข้าพรรคและขายพรรคด้วยนโยบายดีๆ อันเป็นที่มาของตัวเลข สส.ที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ 375 กับ 125 นั้น

ที่น่าเศร้าใจคือคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ว่าเอาฐานคิดมาจากไหน หรือใช้หลักวิชาการอะไรบ้างหรือไม่ ไม่ได้มองที่ตัวเองเลยว่า คือต้นตอของปัญหาทั้งหมด

คนพวกนี้กินมากจนพุงโต บังหางและเท้าจนมิด จึงไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวเอง !

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน