
แกะกล่องของขวัญ ซื้อใจแรงงานนอกระบบ
กดปุ่มประชาวิวัฒน์ ดึงแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน เข้าสู่อ้อมอกระบบประกันสังคม ภายในเดือน ก.ค. 2554 ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญารัฐบาลอภิสิทธิ์
กดปุ่มประชาวิวัฒน์ ดึงแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน เข้าสู่อ้อมอกระบบประกันสังคม ภายในเดือน ก.ค. 2554 ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญารัฐบาลอภิสิทธิ์
แกะกล่องของขวัญการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่ 3 ฝ่ายจะต้องร่วมกันจ่าย
ทั้งในส่วนผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล ที่สร้างสวัสดิการสังคมยกระดับคุณภาพชีวิต
ลูกค้าเดิม ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเข้าสู่ระบบประกันสังคม แบ่งเป็น ลูกจ้างในระบบ จะต้องจ่ายเงินสมทบ 5% ของรายได้ (เพดานเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท หรือเดือนละ 750 บาท) นายจ้างจ่าย 5% (750 บาท) และรัฐบาลจ่าย 2.75% (ผู้ประกันตนได้ความคุ้มครอง 7 กรณี เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ว่างงาน และชราภาพ
ในส่วนคนที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อนและลาออกจากการเป็นลูกจ้างในระบบแต่ยังคงต้องการอยู่ในระบบประกันสังคม หรือผู้ประกันตนมาตรา 39 จะต้องจ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาท คุ้มครอง 6 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ยกเว้นการว่างงาน) ภาครัฐไม่ได้จ่ายสมทบให้
และผู้ประกันตนภาคสมัครใจ หรือที่เรียกว่า แรงงานนอกระบบ หรือผู้ประกันตน มาตรา 40 ปัจจุบันตามกฎหมายจะต้องจ่ายเงินสมทบปีละ 3,360 บาท ได้รับความคุ้มครอง 3 กรณี คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตายเท่านั้น
แต่ล่าสุดนโยบายประชาวิวัฒน์ (ลูกค้าใหม่) เอาใจแรงงานนอกระบบ ปรับลดราคาการจ่ายเข้าสู่ประกันสังคม จากปีละ 3,360 บาทต่อปี หรือเดือนละ 280 บาท ปรับลดราคากว่าครึ่งหนึ่งเหลือจ่าย 100 บาท (แรงงานนอกระบบจ่าย 70 บาท รัฐบาลจ่าย 30 บาท) ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้รับเงินชดเชยในกรณีที่สามารถทำงานได้จากการเจ็บป่วย พิการ และตาย
หรือทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินเข้าประกันสังคม 150 บาทต่อเดือน แรงงานนอกระบบจ่าย 100 บาท รัฐบาลสมทบ 50 บาท ได้รับสิทธิ 4 กรณี คือ ชดเชยรายได้กรณีทำงานไม่ได้ พิการ ตาย และเพิ่มสิทธิประโยชน์บำเหน็จชราภาพ
การโฆษณาขายประกันของรัฐบาล การจ่ายน้อยได้สิทธิประโยชน์เยอะ 34 กรณี แต่ยังขาดรายละเอียดว่าจะได้รับเงินชดเชยอย่างไร สิทธิประโยชน์จะคุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไหม
อีกทั้งปัญหาอีกมากมายที่ตามติดมารอคิวที่จะต้องตอบคำถาม เช่น หากมีการส่งเงินสมทบแบบเดือนเว้นเดือนหรือขาดส่งเงินสมทบแล้วผู้ประกันตนจะขาดสิทธิหรือไม่
วิธีการการจัดเก็บเงินสมทบให้ผู้ประกันตนมาจ่ายเงินที่ไหนอย่างไง
รวมถึงการวัดความพร้อมที่จะจ่ายของแรงงานนอกระบบ ยินดีที่จ่ายราคาเท่าไร รวมทั้งการสื่อสารที่เข้าใจการจ่ายเงินสมทบเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่จะจ่าย จะคุ้มหรือจูงใจที่จะดึงแรงงานนอกระบบเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม
ในขณะเดียวกันจะต้องดูแลและให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม 9 ล้านคน ที่เป็นเจ้าของกองทุนประกันสังคมมาก่อน
อีกคำถามสำคัญ การจัดเก็บเงินสมทบที่น้อยมาก ก่อให้เกิดความเสี่ยงภาระกองทุนประกันสังคมเข้าข่ายที่จะจ่อล้มละลาย ภาระการตั้งงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว กับการแบกรับการขาดทุน
ขวากหนามอีกด่านที่จะผ่าทะลุการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ประกันสังคม ต้องผ่านความยุ่งยากการแก้ไขกฎหมายในการรองรับข้อเสนอการลดการจ่ายเงินสมทบและการเพิ่มสิทธิประโยชน์จากเดิม
รวมทั้งแก้ไขเป็นกฎหมายเพื่อให้รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินสมทบช่วยแรงงานในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ถึงแม้ว่ารัฐบาลระบุว่าจะใช้เงินงบประมาณเพื่อสมทบสวัสดิการจะมากกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะพอและน่าจะต้องแบกรับภาระที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ซึ่งจะเป็นภาระของประเทศ และเงินภาษีของคนทั้งประเทศ
ในกรณีที่รัฐบาลประสบความสำเร็จในการดึงแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนเข้าระบบประกันสังคม รัฐจะต้องสมทบให้คนละ 50 บาทต่อเดือน จะต้องใช้เงินปีละ 14,400 ล้านบาท (24 ล้านคน X 600 บาท)
และยังไม่แน่ว่าจะเพียงพอสำหรับสวัสดิการและการรักษาพยาบาลหรือไม่ รัฐได้คำนวณหรือไม่ว่าจะต้องใช้เงินเพิ่มอีกปีละเท่าไร
นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมและจ่ายเงินประกันสังคมอยู่แล้วทุกเดือน จะมีความแตกต่างอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดสองมาตรฐานในระบบสวัสดิการ และระบบการรักษาพยาบาล
นี่จะเป็นแรงกดดันระลอกสองที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะบานปลายจากรากหญ้าสู่คนชั้นกลางแรงงานในระบบ
ด้าน วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า อัตราการจ่ายเงินสมทบที่น้อยจะสามารถที่จะสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ โดยจากการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรสามารถที่จะจ่ายได้ในราคา 50 บาทต่อเดือน หรือต่ำกว่านั้น
ในขณะเดียวกันไม่เห็นด้วยกับการที่จะแยกเงินสมทบกรณีชราภาพของแรงงานนอกระบบออกจากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสน และความซ้ำซ้อนในการบริหารงาน
ในมุมมอง “สุจิน รุ่งสว่าง” ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า ยินดีกับรัฐบาลประกาศมาตรการเปิดโอกาสให้แรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554 หลังจากที่เรียกร้องมากว่าตั้งแต่ปี 2540 เริ่มมีรูปธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ต่างมีความเห็นตรงกันว่า สำนักงานประกันสังคมควรเก็บเงินสมทบกับแรงงานนอกระบบให้น้อยลง และให้รัฐบาลเข้ามาร่วมจ่ายมากขึ้น หรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคม
นอกจากนี้ อยากเปลี่ยนจากสิทธิบำเหน็จชราภาพเป็นบำนาญชราภาพ เนื่องจากเงินบำนาญเป็นหัวใจสำคัญของแรงงานนอกระบบในการดำรงชีวิต
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงการประกาศมาตรการดังกล่าว ทำให้ สปส.มีสถานะอยู่ภายใต้ระบบประชาวิวัฒน์ที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งมีผลบังคับใช้ภายในระยะเวลาสั้น เมื่อหมดวาระรัฐบาลจะมีใครรับประกันได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ล่ม ดังนั้นรัฐบาลจะทำอย่างไรให้มาตรการนี้มีผลระยะยาวและใช้ได้ตลอดไป
ยังมีคำถามอีกหลายคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล
การสร้างโปรเจกต์ “ประชาวิวัฒน์” ที่เป้าหมายที่จะพุ่งชนกับปัญหาความเหลื่อมล้ำคนชั้นล่าง ที่เป็นจุดชนวนและก่อความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลพยายามจะดับไฟ โดยการโปรยหว่านเม็ดพันธุ์ “ประชานิยม” รอที่จะงอกเงยออกดอกผลเป็นการสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง หรือจะเป็นการเพาะพันธุ์แรงกดดันจากแรงงานในระบบ คนชั้นกลาง ผู้เสียภาษี ที่จะต้องเป็นคนจ่ายค่าราคาของ “ประชาวิวัฒน์” “ซื้อคะแนนเสียง” ของรัฐบาลที่แพงเกินไป







