posttoday
ทางพัฒนาประชาธิปไตย ต้องเปิดพื้นที่-ได้เวลาชนชั้นนำปฏิรูป

ทางพัฒนาประชาธิปไตย ต้องเปิดพื้นที่-ได้เวลาชนชั้นนำปฏิรูป

11 มกราคม 2554

นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวปาฐกถา นำเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข : ที่มาและที่ไป” โดยระบุว่า ตอนนี้ควรพูดกันในเรื่องการปรองดองกับประชาธิปไตยมากกว่าการปรองดองทางการเมือง เพราะแก่นแท้ปัญหาของความขัดแย้งทางการเมืองมาจากชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกับระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะชนชั้นนำต้องหาทางบริหารจัดการการสูญเสียอำนาจเพื่อที่จะรักษาอุดมการณ์และผลประโยชน์ของตัวเองไว้

ทั้งนี้ ระเบียบการเมืองใหม่ในรอบวิกฤต45 ปี ประกอบไปด้วย 1.การรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เปลี่ยนสถานะอำนาจที่ไม่เป็นทางการของเครือข่าย ของ “คนดีผู้ที่มีความเป็นไทย” โดยเฉพาะกองทัพและตุลาการ ให้กลายเป็นอำนาจทางการ ด้วยบทบาทลายลักษณ์อักษรทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายความมั่นคง โดยสิ่งที่เคยไม่เป็นทางการถูกทำให้เป็นทางการ ส่งผลให้การเป็นทางการของอำนาจดังกล่าวถูกต่อต้านปฏิเสธอย่างเหนียวแน่นรุนแรง 2.การใช้อำนาจดังกล่าวได้ล่วงล้ำอำนาจที่เป็นทางการจากการเลือกตั้ง จนมีการเปิดโปงมากขึ้น และในวงวิชาการได้มีการถกเถียงกันว่า การปรองดองกับประชาธิปไตยภายใต้ระบอบกึ่งประชาธิปไตยใต้ทหาร รังแต่จะนำไปสู่วิกฤตและทางตัน

ดังนั้น ส่วนตัวขอเสนอ “ที่ไป” ของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้คนต่างกลุ่มต่างชนชั้นสามารถทะเลาะกันได้อย่างสันติและให้เรื่องการเมืองเรื่องชนชั้นนำสังคมไทยดำเนินไปอย่างสันติ มีเงื่อนไขจำนวนหนึ่งที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายพึงธำรงรักษาเพื่อปกป้องประชาธิปไตย โดย 1.กองทัพต้องไม่ใช้กำลังเข้าแทรกแซงยุ่งเกี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง2.ทุกฝ่ายต้องไม่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งทางการเมือง 3.ทุกฝ่ายต้องช่วยกันพิทักษ์ขยายพื้นที่ประชาธิปไตย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะมีการปราบปรามทางการเมืองมีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นเครื่องมือโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม และยังมีการกระชับพื้นที่สิทธิเสรีภาพและพื้นที่ประชาธิปไตยของประชาชนร้ายแรงมากขึ้นทุกที จนทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ตรงนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการปรองดองกับระบอบประชาธิปไตยผ่านวิถีทางรัฐประหาร นับแต่ 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมา หากกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองในปัจจุบันดื้อรั้นดำเนินการวิถีทางนี้ต่อไป ก็น่ากลัวว่าจะทำให้เส้นแบ่งการเมืองการปกครองย้อนรอยกลับไปก่อนปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองได้

นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสถาบันเดียวกัน กล่าวในหัวข้อ “รัฐสองขั้ว ประชาสังคมสองเสี้ยว : โครงสร้างความรุนแรงทางการเมืองไทย” โดยระบุว่า ความขัดแย้งของการเมืองไทยเกิดขึ้น 2 ระดับ คือ 1.ระหว่างชนชั้นนำและโครงสร้างรัฐระดับบน ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างศูนย์อำนาจที่มีฐานความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง กับศูนย์อำนาจเก่าแก่ของไทยที่ไม่คุ้นชินกับการใช้อำนาจหรือแสวงหาอำนาจผ่านการเลือกตั้ง 2.ความขัดแย้งและการต่อสู้ของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างอุดมการณ์ของภาคประชาสังคมในระดับล่าง ที่มีความเหลื่อมซ้อนกับความขัดแย้งของชนชั้นนำ และตราบใดที่ความขัดแย้งของชนชั้นนำยังไม่ได้รับการแก้ไข ความขัดแย้งของภาคประชาสังคมก็ยากที่จะคลี่คลาย และมีโอกาสจะเกิดความรุนแรงทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

เหตุที่ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยพัฒนาไปสู่สภาวะการเป็นอัมพาตทางการเมืองและจบลงด้วยความรุนแรง มันเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่อำนาจรัฐขาดเอกภาพ และสถาบันทางการเมืองต่างๆ ถูกแทรกแซงจากศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง ทำให้สายการบังคับบัญชาไม่ชัดเจน และมีการแตกขั้วของการจงรักภักดีทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพ สถาบันตุลาการ ทำให้ศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถยึดกุมกลไกรัฐไว้ได้ โดยเฉพาะกลไกรัฐด้านความมั่นคงที่จะปฏิบัติตามคำสั่งหรือความประสงค์ของศูนย์อำนาจรัฐนอกการเลือกตั้งมากกว่า

ทางออกในเรื่องนี้เพื่อที่จะให้ประชาธิปไตยเติบโตนั้น นอกจากการสร้างพื้นที่สาธารณะทางการเมืองและการส่งเสริมให้สิทธิการเลือกตั้งของทุกคนเท่ากันแล้ว ต้องมีการลดทอนอำนาจอิสระทั้งนอกรัฐและในรัฐ ไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจรัฐ เพราะเป็นปัญหาของรัฐไทยอย่างมาก เพราะตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถยึดกุมกลไกรัฐไว้ได้ทั้งหมด แต่ศูนย์อำนาจอิสระกลับเป็นตัวขวางกั้นรัฐกับพลเมือง กลายเป็นคนกลุ่มหนึ่งได้ครอบครองทรัพยากรที่มีค่าและเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่ไม่ขึ้นตรงอำนาจรัฐ โดยเฉพาะกองทัพที่เป็นเหมือนรัฐซ้อนรัฐ เพราะกองทัพไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และพร้อมที่จะเข้าแทรกแซง บ่อนทำลายและยึดอำนาจรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อไม่พอใจ สภาพแบบนี้ทำให้ประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้

ทั้งนี้ ทุกคนทราบดีว่าความขัดแย้งหลักทางการเมืองของไทยไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปไตย และไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง และศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งที่ไม่ได้ปรับตัวและเล่นตามกติกาเดียวกัน ด้วยการขึ้นสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้ง

ดังนั้น การสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องลดอำนาจกองทัพและพวกศูนย์อำนาจอิสระนอกรัฐ เพื่อทำให้รัฐมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น การควบคุมกำกับรัฐจากพลเมืองก็ทำให้ได้ง่ายขึ้นด้วย แต่อย่างไรของไทยทำได้ยากเพราะศูนย์อำนาจอิสระมีมากกว่ากองทัพ ดังนั้น โจทย์ที่แก้ไขจึงมากกว่าการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหาร เพราะศูนย์อำนาจอิสระนอกและในรัฐมีองค์ประกอบของชนชั้นนำหลายกลุ่มมารวมกันไม่ได้มีแต่กองทัพเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง โดยเปิดอภิปรายในพื้นที่สาธารณะอย่างสร้างสรรค์ว่าเราจะจัดตำแหน่งแห่งที่และวางความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างสถาบันกษัตริย์ องคมนตรี กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง รัฐสภา และขบวนการมวลชนอย่างไร เพราะเป็นทางเดียวเท่านั้นที่เราจะออกไปจากกับดักความรุนแรงทางการเมืองไทยที่ดำรงอยู่ในตอนนี้ได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน