
เลือก สว.สรรหา ศึกชิงฐานอำนาจระลอกใหม่
ปมปัญหาความไม่เป็นเอกภาพใน “วุฒิสภา” ระหว่าง สว.สรรหา และ สว.เลือกตั้ง จนลุกลามมาถึงการแบ่งมุ้ง แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศการทำงานใน “สภาสูง” ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ไร้ทิศทาง
ปมปัญหาความไม่เป็นเอกภาพใน “วุฒิสภา” ระหว่าง สว.สรรหา และ สว.เลือกตั้ง จนลุกลามมาถึงการแบ่งมุ้ง แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศการทำงานใน “สภาสูง” ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ไร้ทิศทาง
บางมุมมองว่านี่เป็น “ข้อดี” ของการถ่วงดุล คานอำนาจกันเองใน “วุฒิสภา” ไม่ให้เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างที่เคยเป็นปัญหาในอดีตที่สำคัญ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลิ่นอาย” จากฝ่ายการเมืองได้เข้ามาเบียดตัวอยู่ในพื้นที่สภาสูงแห่งนี้
สะท้อนผ่านผลงานของวุฒิสภาช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเผยตัวตนของแต่ละคนชัดเจนว่าใครยืนอยู่ฝ่ายไหน...พรรคใด...สีอะไร...
รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งตั้งใจจะแก้ปัญหาการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากระบบการสรรหามาเป็นการผสมผสานระหว่าง สว.เลือกตั้ง 76 ที่นั่ง สว.สรรหา 74 ที่นั่ง แต่เอาเข้าจริงกลับไม่อาจช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด
เมื่อพื้นที่ตรงนี้มีความสำคัญกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้ทุกภาคส่วนทางการเมืองต้องการแรงหนุนและเสียงโหวตให้สามารถขับเคลื่อน หรือคัดค้านการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ จากฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ
ยิ่งบทบาทหน้าที่สำคัญของ “วุฒิสภา” กับการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารรัฐบาล และกลั่นกรองการทำงานของ สส.อีกชั้นหนึ่ง กลายเป็น “เงื่อนไข” ที่แต่ละฝ่ายต้องคำนึงถึง นอกเหนือจากเสียงโหวตพรรคร่วมรัฐบาล หรือเสียงฝ่ายค้าน
ทั้งงบประมาณ ผ่านกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนถึงเรื่องสนธิสัญญา และหนังสือสำคัญระหว่างประเทศ ที่มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญระบุให้ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของ “รัฐสภา”
วุฒิสภาจึงมีส่วนช่วยชี้เป็นชี้ตายว่าเรื่องไหน “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” แม้บางส่วนในเรื่องการออกกฎหมาย อาจจะให้อำนาจสภาผู้แทนฯ ชี้ขาดยืนยันตามร่างที่ผ่านการเห็นชอบของ สส.ในขั้นตอนสุดท้าย แต่กระนั้นเสียงคัดค้านจาก “วุฒิสภา” ก็สามารถสร้างพลังให้สังคมหันมามอง หรือชะลอเรื่องให้ทอดเวลาออกไป
ไม่น่าแปลกใจที่การสรรหา สว.รอบใหม่แทนชุดเก่า 74 คน ที่กำลังจะครบวาระในวันที่ 18 ก.พ. 2554 เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากหน้าใหม่และหน้าเก่า
รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องการให้ สว.มีวาระการดำรงตำแหน่งเหลื่อมกันระหว่าง สว.เลือกตั้ง และ สว.สรรหา เพื่อป้องกันการผนึกกำลังแบบผูกขาด ตลอดเวลาดำรงตำแหน่ง 6 ปีด้วยการหมุนเวียนเลือดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ให้เหลื่อมกัน 3 ปี
ทว่า บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญมาตรา 297 เปิดทางให้ สว.สรรหาชุดปัจจุบันซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งแค่ 3 ปี กลับเข้ามาสู่กระบวนการสรรหาได้อีกรอบ และส่วนใหญ่แสดงความประสงค์จะเข้าสู่การสรรหา ซึ่งตามมาด้วยปัญหาถกเถียงต้องลาออกจากตำแหน่งก่อนเข้าสู่การสรรหาหรือไม่
เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 115 กำหนดห้ามบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นสมัครสว. ในอดีตศาลฎีกาเคยวินิจฉัยคำคำนี้ว่าเป็นบุคคลที่กินเงินเดือนหลวง ดังนั้นรักษาการ สว. ที่ยังได้รับเงินเดือนหลวงจึงอาจมีปัญหาถูกฟ้องร้อง หรือทำให้ต้องสรรหากันใหม่
อีกทั้งหาก สว.สรรหาลาออกก่อนเป็นจำนวนมากเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการสรรหา ย่อมกระทบต่อองค์ประชุมวุฒิสภา โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังค้างการพิจารณา ซึ่งอาจจะต้องสะดุดหยุดลงได้
ที่สำคัญ การกลับเข้ามาเป็น สว.สรรหาอีกครั้งอาจไม่ง่ายเหมือนครั้งแรก ทั้งกระบวนการสรรหา และจำนวนผู้ที่เข้าสู่กระบวนการสรรหาที่จะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการสรรหา สว.ชุดแรกยังเป็นเรื่องใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ที่มีโควตาส่งตัวแทนเข้ากระบวนการสรรหายังมีไม่มาก
แต่ครั้งนี้องค์กรต่างๆ ภาคส่วนต่างๆ เริ่มเตรียมปั้นคนมาลงสู่กระบวนการสรรหา ยังไม่รวมกับบุคคลที่ติดข้อห้ามจำนวนมาก ทั้ง สว.ชุดปี 2543 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สามารถเข้าสู่การคัดเลือกในครั้งนี้
ยังไม่รวมกับพรรคการเมืองที่เห็นประโยชน์ตรงนี้ พร้อมหาลู่ทางส่งคนของตัวเองเบียดเข้าสู่กระบวนการสรรหาแบ่งฐานเสียงตรงนี้
จากเดิมที่ สว.สรรหาปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 40 สว. ซึ่งมีทั้งเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือเครือข่ายของกองทัพที่ “เบ่งบาน” ช่วงหลังปฏิวัติ ด้วยเป้าหมายสกัดเครือข่ายอำนาจเก่าไม่ให้กลับมามีบทบาททางการเมือง
ทว่า การสรรหา สว.ครั้งนี้จะเป็นการเกลี่ยอำนาจใหม่อีกครั้ง ที่แต่ละฝ่ายจะมีโอกาสช่วงชิง หรือรักษาฐานอำนาจครั้งสำคัญระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ ถึงขนาด “สมชาย แสวงการ” หนึ่งใน สว.สรรหา “กลุ่ม 40 สว.” คาดว่าจะมีคนมาสมัครหลายพันคน หรืออาจจะถึงหมื่นคน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเมินขั้นตอนการสรรหา สว. 74 คน ที่จะต้องทำให้เสร็จภายใน 60 วัน นับจากครบวาระ 18 ก.พ. โดยคาดว่าจะสรรหาได้ในวันที่ 115 มี.ค. และคาดว่าจะประกาศผลและเสนอต่อประธานรัฐสภาได้ในวันที่ 1519 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่นี้จึงถือเป็นช่วงสำคัญ
ย้อนดูขั้นตอนการสรรหา สว. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. กำหนดองค์กรที่มีสิทธิส่งตัวแทนเข้ากระบวนการสรรหา ได้แก่ องค์กรภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา
โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมายให้จัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักรมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และมิใช่เป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไร หรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
ทั้งนี้ ผลการพิจารณาสรรหาของคณะกรรมการสรรหาให้ถือเป็นที่สุด โดยมติในการสรรหาต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา และแจ้งผลการสรรหาไปยังประธานรัฐสภาเพื่อทราบ
จึงถือเป็นงานหนักของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประธานกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย จำนวน 1 คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย จำนวน 1 คน
ศึก สว.สรรหาเที่ยวนี้จึงถือเป็นอีกการแข่งขันที่ดุเดือด และมีนัยสำคัญกับฐานอำนาจการเมืองครั้งสำคัญของประเทศไทย!!!







