
ทางที่ควร
คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่มีมติเปิดทางนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ 3 หมื่นตัน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน
คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่มีมติเปิดทางนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ 3 หมื่นตัน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน
ที่ผ่านมา ใครที่ไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าต้องร้องเสียงหลง สินค้าหลายชนิดหายไปจากชั้นวางของ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำมันปาล์ม
สินค้าเหล่านี้ยังราคาแพงลิบลิ่ว อย่างน้ำมันปาล์มกำหนดเอาไว้ขวดละ 37 บาท แต่เอาเข้าจริงต้องซื้อกัน 4647 บาท
ใครอยากจะซื้อตามราคาตลาด โน่น ซื้อได้คนละ 1 ขวดเท่านั้น หากสินค้ามีวางขาย แต่ปกติมักจะขาดแคลนเสมอๆ
คนขายบอกเพียงแต่ว่า ของขาดไป 2 วันบ้าง 3 วันบ้าง และสินค้าแต่ละครั้งได้มา 1 ลัง และขายได้เพียงคนละ 1 ขวด
ฟังแล้วมันเหนื่อยใจ
เพราะภาวะที่เกิดขึ้นมันผิดปกติ มันสะท้อนกลไกที่ไม่สามารถดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่
การที่น้ำมันปาล์มขาดตลาด เกิดจากราคาต้นทุนที่แพง และผู้ผลิตต้องการขายสินค้าในราคาสูงกว่าราคาที่กำหนด
ผลก็คือสินค้าหายไปจากตลาด เพราะการกักตุนทั้งจากผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง แม้กระทั่งผู้บริโภคก็กักตุน เร่งซื้อเอาไว้ เนื่องจากมองกันว่าราคาในอนาคตจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
การแก้ไขก็ถูกต้องแล้วที่ต้องนำน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ
แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ กลไกในการตัดสินใจไม่ควรที่จะต้องผ่านหลายขั้นตอน และต้องไปถึงคณะกรรมการระดับชาติ
มันเหมือนไฟไหม้ แต่กว่าจะอนุมัติให้ดับได้ก็เหลือแต่ตอ
วิธีการที่ควรจะเป็นก็คือ การกำหนดเพดานราคาขั้นสูงเอาไว้ เช่น หากราคาน้ำมันปาล์มแพงขึ้นกว่าที่กำหนดเป็นขวดละ 40 บาท หรือเกิดภาวะสินค้าขาดตลาด ก็ให้นำเข้าน้ำมันปาล์มทันทีเพื่อสกัดการกักตุน เก็งกำไร
ในทางกลับกัน ถ้าการนำเข้าน้ำมันปาล์มทำให้ราคาปาล์มตกต่ำ ก็ต้องหยุดนำเข้า
หลักการเหมือนการประกันรายได้ให้กับชาวนา เพียงแต่ว่ามีการกำหนดเพดานขั้นสูง เป็นการประกันว่าผู้บริโภคจะไม่เดือดร้อนจากการปั่นราคา หรือการกักตุน
แต่เชื่อเถอะ การกำหนดหรือวางกฎเกณฑ์ที่โปร่งใส เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในบ้านเมืองนี้
อะไรที่ขมุกขมัว ดำๆ เทาๆ นั่นแหละ ชอบนัก







