
ประสานเสียงปฏิรูปกองทัพ-ศาล จี้หยุดตีความรับรองรัฐประหาร
“อภิสิทธิ-โภคิน-จาตุรนต์” ประสานเสียงปฏิรูปกองทัพและศาล จี้หยุดตีความรับรองการรัฐประหาร แนะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกลไกประเพณีการปกครองให้ศาลใช้ตีความในอนาคต “พิชาย” ชี้พล.อ.ประยุทธ์ รื้อทำลายมรดกเหตุการณ์พฤษภา 35 ทุกอย่าง จี้ทุกพรรคการเมืองร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อ25 มีนาคม 2565 เวลา 13.30 น. ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ คณะกรรมการจัดงาน 30 ปีพฤษภาประชาธรรม ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ ได้จัดเวทีเรื่อง “ประสานมิตร: ถอดบทเรียนเหตุการณ์ 17 พฤษภาคม 35 กับการพัฒนาประชาธิปไตย” โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมอภิปราย
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวเปิดงานว่า ตนดีใจที่สังคมเริ่มเห็นว่า การรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของบ้านเมืองในการแก้ปัญหา กองทัพมีจะต้องแยกทหารอาชีพและทหารการเมืองออกจากกัน เพราะทหารการเมืองสร้างความเลวร้ายแก่สังคมอย่างมาก เพราะทำให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง บ้านเมืองต้องดีกว่านี้แต่ทำไมปัจจุบันล้มเหลวซึ่งเป็นผลงานของกลุ่มบาป ไม่ว่าจะเป็นนายมีชัย ฤชุพันธ์ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 34 และฉบับปัจจุบัน บ้านเมืองเสียหายทุกรูปแบบ ผู้คนบาปเจ็บล้มตายจากการบริหารบ้านเมืองล้มเหลวทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เกิดความแตกแยกทั่วทุกหัวระแหง เป็นสาเหตุที่ตนต้องออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราไม่อาจแยกนักการเมืองกับประชาชนออกจากกันได้ เพราะการเคลื่อนไหวของนักการเมืองสะท้อนปัญหาของสังคมและประชาชนในช่วงเวลานั้น ในประเทศประชาธิปไตยการเมืองนอกสภาเป็นการเมืองที่มีความสำคัญ และควรร่วมกับการเมืองในสภาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้นำไปสู่ความขัดแย้งจนเกิดการสูญเสีย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความเข้มแข็งของกระแสประชาธิปไตยและภาคการเมืองในขณะนั้น ทำให้ รสช. บอกทันทีหลังรัฐประหารว่าว่าจะรีบคืนอำนาจให้ประชาชน และเอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผิดกับการรัฐประหารครั้งล่าสุดที่ไม่รีบคืนอำนาจและขึ้นเป็นนายกฯ เสียเอง พล.อ.สุจินดา สัญญาว่าจะไม่สืบทอดอำนาจ แต่พรรคสามัคคีธรรมไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พล.อ.สุจินดา จึงต้องเสียสัตย์จนเกิดการเคลื่อนไหวนอกสภา พวกตนจึงต้องขึ้นเวทีนอกสภา และร่วมกันหาทางออกให้บ้านเมือง มีการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. จนต่อมาเกิดเหตุการณ์นองเลือดในเหตุการณ์พฤษภา 35
30 ปีผ่านไปเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าการเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น รัฐธรรมนูญปี 2560 คล้ายกับปี 2521 มากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่อาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตยเติบโตหลังจากพลวัตรของโลกสิ้นสุดสงครามเย็นและคิดว่าทิศทางโลกคือเสรีประชาธิปไตย แต่เราจะก้าวไปข้างหน้าสู่เสรีประชาธิปไตยไม่ได้เลยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะบทเฉพาะกาล และอาจเกิดความขัดแย้งหลังการเลือกตั้งขึ้นอีก ภายใต้อำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี จะต้องลดเงื่อนไขนี้ให้ได้
ดังนั้นทุกพรรคการเมืองควรจะสนับสนุนการสร้างกติกาให้มีความเป็นธรรมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าไม่ว่าจะแก้ไขหรือร่างขึ้นใหม่ โดยเก็บประเด็นต่างๆ ที่ผ่านมามาทบทวนเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่วมกัน โดยจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจ สิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องใส่ความต้องการเห็นประเทศเข้าไปทั้งหมดให้มันยาวเกินไปไม่กระชับ เพราะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองต้องแข่งขันกัน
“แต่ไม่ว่าจะแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไร ถ้ามีการรัฐประหารขึ้นเขาก็ฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้ง เราจึงต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ประชาธิปไตยร่วมกัน และฝากความหวังไว้ที่ฝ่ายตุลาการในการตีความวินิจฉัยการกระทำของคณะรัฐประหารเสียใหม่ และยืนยันการกระทำเหล่านั้นไม่ชอบโดยกฎหมาย โดยปัจจุบันเริ่มมีเสียงของตุลาการเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นซึ่งเริ่มจะมีความหวังต่อฝ่ายตุลาการมากขึ้น นี่คือบทเรียนที่เราจะใช้วาระครบรอบ 30 ปีพฤษภา 35 มาเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ และสร้างความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่พรรคการเมืองในรูปแบบครอบครัวหรือกลุ่มบุคคลแบบเก่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบมา 8 ปี เป็นประชาธิปไตยเสี้ยวเดียวที่เอานายกฯ คนนอกมาเป็น พรรคการเมืองจึงมีส่วนเสนอนโยบายน้อยมาก แต่หลังจากเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น พรรคชาติไทยของพล.อ.ชาติชาย นำเสนอนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าจนเศรษฐกิจเติบโต ต่อมาพล.อ.สุจินดา และผู้นำเหล่าทัพ เขายอมรับการบริหารบ้านเมืองโดยพรรคการเมืองแบบนั้นไม่ได้จึงพยายามกล่าวหารัฐบาลพลเรือนและยึดอำนาจทำการรัฐประหารขึ้น
“รสช.ที่คิดว่ารุ่นสำคัญกว่าชาติ จปร.5 มีอำนาจมากในประเทศ จึงทำให้บ้านเมืองถอยหลัง คนส่วนใหญ่รวมถึงชนชั้นนำจึงพยายามออกมาต่อต้านการยึดอำนาจของ จปร.5 อย่างแข็งขัน รวมถึงบทบาทของพรรคการเมืองต่างๆ ออกมาคัดค้านการรัฐประหาร คัดการการเขียนรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ พอมีการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2535 พรรคทหารเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนนำมาสู่ความขัดแย้ง เพราะพล.อ.สุจินดา เคยประกาศไม่รับตำแหน่งและอ้างว่าเสียสัตย์เพื่อชาติ พรรคการเมืองจึงมีการประสานงานกับภาคประชาชนเคลื่อนไหว ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามในกฎระเบียบเหมือนในปัจจุบัน” นายจาตุรนต์ กล่าว
การชุมนุมใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นโดยพรรคการเมือง 5 พรรคร่วมกันจัดขึ้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. และนำมาสู่การเรียกร้องให้ พล.อ.สุจินดา ออกไป ในเวลาต่อมา และมีคนวัยทำงานเข้าร่วมจำนวนมากทุกเย็นจนถูกเรียกว่าม็อบมือถือ รวมทั้งบางส่วนในชนชั้นนำก็เข้าร่วมด้วย เนื่องจาก จปร.5 มีอำนาจครอบจักรวาลอยู่กลุ่มเดียว โดดเดี่ยวตนเองจากสังคม หลังเหตุการณ์พฤษภา จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตราแล้วยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่หลังจากนั้น
หลังจากการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่และมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะเหตุใดถึงมีการรัฐประหารอีกถึง 2 ครั้ง และครั้งหลังสุดทำให้บ้านเมืองถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่าครั้งแรก เป็นเพราะเหตุใด การรัฐประหารในปี 34 เกิดจากคนกลุ่มเดียวที่ขัดแย้งกับคนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ประเทศพัฒนา จึงเกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีจุดร่วมกันในเรื่องนี้ แต่ทุกกลุ่มก็ไม่ได้เห็นด้วยกันหมดในเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือทิศทางเสรีนิยมประชาธิปไตย ดังนั้น หลายกลุ่มจึงสามารถไปสนับสนุนการรัฐประหารในสองครั้งหลังได้
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 40 ได้สร้างองค์กรอำนาจอธิปไตยที่ 4 ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กกต. องค์กรอิสระ ที่บางหน่วยงานมีอำนาจตุลาการในตัว และมีวิธีคิดว่าอยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างไรก็เอาไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญให้หมด แทนที่จะให้พรรคการเมืองแข่งขันกันทางนโยบาย กลายเป็นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้หมด จะเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐธรรมนูญ 40 ไม่ได้ทำคือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบทบาทของกองทัพ หรือปฏิรูปกองทัพ ทำให้กองทัพสะสมอำนาจของตนเองมาเรื่อยๆ และไม่ได้ปรับโครงสร้างของฝ่ายตุลาการ ทำให้ไม่ยึดโยงกับประชาชน ตุลาการภิวัฒน์ก็สำแดงพลังขึ้นในปี 2548-2549 และเข้ามามีส่วนกับการตีความการยึดอำนาจของกองทัพ และมีส่วนในการสรรหาองค์กรอิสระต่างๆ จนผนวกอำนาจกลายเป็นกลุ่มเดียวกันโดยมีองค์กรอิสระต่างๆ ที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลกับประชาชน เป็นโครงสร้างในระบบ ที่ต่อต้านการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับประชาชน และการรัฐประหารทุกครั้งทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองและควรจะเป็นสถาบันทางการเมือง
รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภา 35 นำมาสู่การปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประธานรัฐสภาคือประธานสภาผู้แทนราษฎร นายกฯ มาจาก ส.ส. และวุฒิสภาเป็นสภาอำนาจยับยั้ง ทุกเหตุการณ์ในเหตุการณ์อดีตมีพลังอยู่ 3 พลังที่ขัดแย้งและร่วมพลังกันมาโดยตลอด พลังหลักคือศักดินานิยมตั้งแต่ก่อน 2475 พลังราชการอำนาจนิยมที่นำโดยผู้นำกองทัพ และรัฐธรรมนูญนิยมหรือฝ่ายประชาธิปไตย แต่พลังราชการนิยมอำนาจนิยมไม่สามารถสืบทอดอำนาจต่อเนื่องได้เพราะพลังประชาธิปไตย แต่กลุ่มพลังศักดินานิยม ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ
มีการเลือกตั้งในเดือนก.ค.31 หลังพลังราชการนิยมอยู่มานานกว่า 8 ปีและพล.อ.เปรม ลงจากอำนาจ ทำให้พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกฯ นำเสนอนโยบายจากพรรคการเมืองอย่างเต็มที่ แต่แล้วจึงเกิดการยึดอำนาจคืนจากพลังราชการนิยมโดยกองทัพรุ่นที่ 5 ซึ่งต่อมาเกิดการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง ก่อนจะมีการเรียกเข้าเฝ้าเพื่อยุติสถานการณ์
“รัฐธรรมนูญ 40 คือการรวมพลังศักดินานิยมกับพลังประชาธิปไตย เพื่อหยุดยั้งพลังราชการอำนาจนิยมที่น่ากลัวแบบกลุ่ม จปร.5 นั่นเอง แต่รัฐประหารครั้งหลังหรือการกลับมาของพลังราชการอำนาจนิยม แต่สังคมไทยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้วว่า พลังของกลุ่มขุนศึกไม่สามารถสืบทอดอำนาจนี้ต่อไปได้ เพราะระบบผู้นำกองทัพขึ้นอยู่กับอำนาจแต่ละยุค ส่งต่อกันไม่ได้เหมือนพลังศักดินานิยม และปัจจุบันก็มีกลุ่มพลังคนรุ่นใหม่ขึ้นมามีบทบาทด้วย ดังนั้นจึงต้องถอดบทเรียนความขัดแย้งของพลังทั้งสามที่มีพลวัตรอยู่ในปัจจุบัน และจริงๆ แล้วพลังศักดินานิยมกลัวพลังราชการอำนาจนิยมที่นำโดยกองทัพ เพราะพลังฝ่ายประชาธิปไตยไม่เป็นพิษภัยต่อสถาบันและราชอาณาจักร เพราะพรรคการเมืองใดก็ไม่สามารถแก้ไขได้เพราะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ และเราจะไปเปรียบเทียบบทเรียนจากเกาหลีใต้ได้ยาก เพราะเขาไม่มีกลุ่มพลังศักดินานิยม” รศ.ดร.โภคินกล่าว
รศ.ดร.โภคิน กล่าวว่า ทางออกเราต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ถึงจะแก้ไขปัญหาระบอบอำนาจนิยมได้ เราต้องปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการของระบบราชการ รัฐต้องดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่ ต้องให้ประชาชนแข็งแรง ถึงจะต้านทานและป้องกันการรัฐประหารในอนาคตได้ โดยเฉพาะศาลไปรับรองอำนาจรัฏฐาธิปัตย์หากรัฐประหารสำเร็จ จึงต้องสร้างเครื่องมือให้ศาลไว้ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับหน้าว่าการยึดอำนาจรัฐประหารไม่ชอบถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดไป เพื่อให้ศาลใช้อ้างเพื่อตีความในอนาคตได้
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า บทบาทของพรรคการเมืองที่ต่อสู่กับการรัฐประหารที่สำคัญคือคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ในปี 2514 แต่ต่อมาในช่วงหลังเราไม่ค่อยเห็นการต่อต้านการรัฐประหารโดยนักการเมืองมากนัก ที่ผ่านมาทุก 5 ปีมีการพยายามรัฐประหารมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นปี 2520, 2524 หรือ 2529 ที่ไม่สำเร็จ และในปี 2534 ก็เพื่อหยุดยั้งรัฐบาลพลเรือนที่นายกฯ มาจากพรรคการเมือง จนเหตุการณ์ปะทุในเหตุการณ์พฤษภา 35 ในที่สุด จากความต้องการของประชาชนปะทะกับความต้องการของกองทัพที่ต้องการนายกฯ คนนอก
เหตุการณ์พฤษภา 35 คือคลื่นประชาชนหรือคลื่นประชาธิปไตย ที่ไปตีกระหน่ำโครงสร้างรัฐราชการอำนาจนิยมของฝ่ายทหารครั้งใหญ่ คุณูประการทำให้กระแสความคิดรัฐประหารถูกกดลงไปถึง 15 ปี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เกิดจากเหตุการณ์พฤษภา มีการเคลื่อนไหวเรื่องการกระจายอำนาจ มีการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด จนเกิดกฎหมายให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น อบต. และ อบจ. และมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ
ต่อมามีการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปการเมืองระดับชาติ จัดระเบียบระบบการเลือกตั้งใหม่ ที่มาของวุฒิสภาก็ถูกเปลี่ยน เพื่อแสวงหาความชอบธรรมที่ถูกยึดโยงกับประชาชน และทำให้การรัฐประหารครั้งต่อมาไม่กล้ายุบพรรคการเมืองเหมือนในอดีตที่คณะรัฐประหารสั่งยุบพรรคการเมือง แต่เกิดกลไกอื่นขึ้นมาใช้อำนาจเหล่านี้แทน ซึ่งตนเห็นว่าตามแนวคิดเสรีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงต้องยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองไปเลย เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย ให้สิทธิประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมือง ไปสั่งยุบพรรคไม่ได้
“ผลพวงจากเหตุการณ์พฤษภา มีการออกแบบสถาบันในเชิงการตรวจสอบ คือองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ช่วงหลังถูกกลืนเข้าไปในระบบราชการอำนาจนิยม หลังการเปลี่ยนแปลงการยึดโยงกับประชาชนไปสู่กลไกตุลาการศาลแทน และการรัฐประหาร 2557 ได้ไปรื้อมรดกของเหตุการณ์เดือนพฤษภา 35 เกือบทั้งหมด แต่การก่อตัวของกระแสความคิดแบบพฤษภายังดำรงอยู่ได้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. ซึ่งไม่กล้าที่จะยกเลิกไปทั้งหมด รวมถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และพัฒนาการของพรรคการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 40 ที่วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของประชาชนนำมาเป็นนโยบายอย่างเป็นระบบ โดยพยายามรักษาพันธะที่หาเสียงกับการปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ซึ่งไม่มีภาพเหล่านี้ก่อนเหตุการณ์พฤษภา 35
คุณูประการสุดท้าย มีการยอมรับค่านิยมประชาธิปไตยมากขึ้น ค่านิยมในการต่อต้านรัฐประหารมีความกล้าหาญมากขึ้นกว่าในอดีต รวมถึงค่านิยมด้านประชาธิปไตยอื่นๆ เช่น เรื่องเพศ เรื่องสัดส่วนชายหญิง เรื่องพหุวัฒนธรรม สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่างๆ มากขึ้น เป็นต้น นี่เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยในการออกแบบรัฐธรรมนูญในเชิงโครงสร้างต่อไป เพื่อเฝ้าระวังนักการเมืองแบบอำนาจนิยม และนักรัฐประหารในระบบราชการอำนาจนิยม” รศ.ดร.พิชาย กล่าว







