posttoday
เกมยุบสภา พ.ค. ลงล็อกแก้ รธน.-ปิดทางม็อบแดง

เกมยุบสภา พ.ค. ลงล็อกแก้ รธน.-ปิดทางม็อบแดง

04 มกราคม 2554

เปิดฉากการเมืองด้วยเรื่องร้อนแรงต่อเนื่องข้ามปี กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปมปัญหาเรื่องเขตเลือกตั้งที่สุ่มเสี่ยงถึงขั้นนำไปสู่การยุบสภา

เปิดฉากการเมืองด้วยเรื่องร้อนแรงต่อเนื่องข้ามปี กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปมปัญหาเรื่องเขตเลือกตั้งที่สุ่มเสี่ยงถึงขั้นนำไปสู่การยุบสภา

หากยังไม่สามารถหาข้อสรุปลงตัวร่วมกันได้ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในวันที่ 4 ม.ค. จะถึงนี้ ในส่วนของเขตเลือกตั้ง มาตรา 93-98

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกับการหาจุดร่วมของระบบเขตเลือกตั้งที่ความเห็นยังแตกเป็นหลายทาง เมื่อทุกพรรคทุกฝ่ายต่างต้องการแก้ไขเขตเลือกตั้งให้พรรคตัวเองได้เปรียบมากที่สุดกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

 

เกมยุบสภา พ.ค. ลงล็อกแก้ รธน.-ปิดทางม็อบแดง

ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนต่อเนื่องว่า เขตเลือกตั้งต้องเป็นเขตใหญ่อย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาชี้แจงว่าช่วยลดการซื้อเสียง เพราะจะทำให้การซื้อเสียงต้องใช้ “เงิน” มากขึ้นในเขตเลือกตั้งที่กว้างกว่าระบบเขตเดียวเบอร์เดียว

แม้เบื้องหลังแล้วจะเป็นที่รู้กันดีว่า ระบบเขตใหญ่ทำให้ประชาธิปัตย์สามารถผนึกกำลังรักษาฐานไม่ให้คู่แข่งพรรคอื่นแทรกตัวเข้ามาขอแบ่งเก้าอี้ในพื้นที่ได้ง่ายดาย ดังจะเห็นได้ชัดจากพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลกลับต้องการระบบเขตเดียวเบอร์เดียวเพื่อฝ่ากระแสทักษิณ เจาะพื้นที่เป้าหมายจนออกมารบเร้าให้ประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคแกนนำ เดินหน้าแก้ไขตามสัญญาใจของผู้จัดการรัฐบาล “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่เคยตกปากรับคำ

หลังจากรัฐบาลดึงเรื่องมานาน...สุดท้ายทางออกเบื้องต้นจึงมาอยู่ที่การจำใจเดินตามข้อสรุปของคณะกรรมการชุดคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” เป็นประธาน เป็นแนวในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งที่ข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ สรุปให้กลับมาใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวที่ขัดแย้งกับความต้องการของประชาธิปัตย์ จนเกิดกระแสไม่ยอมรับในพรรค แต่เมื่อ “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกโรงกล่อม ที่ประชุมพรรคจึงมีมติเดินหน้าหนุนแก้รัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติเห็นชอบในหลักการวาระที่ 1 เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9398 คล้ายรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เปลี่ยนสัดส่วน สส.ระบบเขตเป็น 375 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 125 คน

ทว่าทุกอย่างยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อคำแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการฯ ปรากฏชัดถึงความขัดแย้ง กับการเสนอขอแก้ไขรายละเอียดมากถึง 11 สูตร โดยเฉพาะสูตรที่ต้องการให้กลับไปใช้ระบบเดิมเหมือนเมื่อปี 2540 คือ ระบบ สส.เขต 400 คน สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งมีผู้เสนอถึง 26 คน

ในชั้นกรรมาธิการนี้จึงน่าจะได้เห็นการขับเคี่ยวกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลกันอีกยกหนึ่ง...

เมื่อพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กต่างเห็นไม่ต่างกันว่า ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวที่เอื้อต่อการชิงพื้นที่เป้าหมาย ด้วยการทุ่มพละกำลังไปยังเขตที่มีความหวังสูง แทนการหว่านแหไปในเขตใหญ่

ดังนั้น พรรคขนาดกลางและเล็กที่หวังกับ สส.เขต มากกว่า สส.บัญชีรายชื่อ ย่อมต้องการให้สัดส่วน สส.ในระบบเขต เพิ่มกลับมาเป็น 400 คน อันจะทำให้มีเก้าอี้มาแข่งขันเพิ่มอีก 25 ที่นั่ง จากเดิม 375 คน ตามที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นชอบในวาระแรก

ตรงกันข้ามกับประชาธิปัตย์ที่จะได้ประโยชน์มากกว่ามาหากสัดส่วน สส.เขตลดลง และ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มมากขึ้น ยิ่งในภาวะที่ประชาธิปัตย์รู้ตัวดีว่า จุดบอดสำคัญที่ยากจะปรับปรุงแก้ไข คือ การหวังเจาะพื้นที่อีสานและเหนือ อันจะเป็นอุปสรรคในการครองเสียงข้างมากเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้น เมื่อเห็นว่าการจุดกระแสในพื้นที่อีสานและเหนือยังริบหรี่เต็มที สิ่งที่ง่ายกว่าสำหรับประชาธิปัตย์ คือ การสนับสนุนให้ปรับลดสัดส่วนจาก 400 มาเป็น 375 ที่นั่ง และไปเพิ่มระบบ สส.สัดส่วนอีก 25 ที่นั่งแทน อันจะทำให้สัดส่วน สส.ของประชาธิปัตย์เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประชาธิปัตย์เองรู้ดีว่า การไปแย่งเก้าอี้ สส.เขตในพื้นที่แดงย่อมไม่อาจคาดหวัง แต่อีกด้านหนึ่ง คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของประชาธิปัตย์ กลับเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ อย่างพื้นที่อีสาน คะแนนเสียงพรรคเพิ่มจาก 7% เป็น 30% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ประชาธิปัตย์ที่จำใจยอมเปลี่ยนมาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียวแล้ว ย่อมไม่อาจยอมให้สัดส่วน สส.ระบบเขต เพิ่มจำนวนมากขึ้นได้อีก เพราะนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อการหวังกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกรอบ

การยืนยันในสูตร 375+125 ตามมติเห็นชอบของรัฐสภา จึงนำมาสู่ประเด็นถกเถียงกันอีกครั้งว่า จะสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนได้หรือไม่ เมื่อส่วนนี้เป็นหลักการที่รัฐสภาเห็นชอบไปแล้ว มากกว่ารายละเอียดที่ชั้นกรรมาธิการฯ จะสามารถแก้ไขได้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังเห็นว่า สส.มีเอกสิทธิ์ในการเสนอคำแปรญัตติ ที่สำคัญสุดท้ายที่ทุกอย่างจะไปจบลงที่การลงมติของรัฐสภา ไม่ใช่ขั้นตอนของกรรมาธิการฯ การต่อสู้ในประเด็นเขตเลือกตั้งที่ส่งผลถึงอนาคตของแต่ละพรรคการเมือง ย่อมนำมาสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ทั้งในพรรคประชาธิปัตย์เอง พรรคร่วมรัฐบาลเอง ทั้งในขั้นตอนของกรรมาธิการฯ และการลงมติในวาระ 23 อีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร

ศึกใหญ่ก่อนที่จะถึงคิวการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในปลายเดือน ม.ค.นี้ จึงอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้หลายฝ่ายจะเชื่อว่าสุดท้ายคงไม่บานปลาย เมื่อนายกฯ มีอำนาจยุบสภา พร้อมใช้หากสถานการณ์ลุกลามบานปลายจนคุมไม่อยู่ อันจะนำไปสู่การเลือกตั้งในระบบเขตใหญ่อย่างที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ซึ่งประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ อันจะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องปิดฉากไปโดยปริยาย

แต่ทว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังเปราะบางและนำเป็นชนวนร้อนสำหรับรัฐบาลที่ต้องเผชิญเป็นเรื่องแรกในปีนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค