posttoday
พบผู้เดินทางเข้าไทยที่ติดโควิด 1ใน4เป็นโอมิครอน

พบผู้เดินทางเข้าไทยที่ติดโควิด 1ใน4เป็นโอมิครอน

20 ธันวาคม 2564

สธ.เผยการคัดกรองผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้าไทย พบ1ใน4จากผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เดินหน้าเพาะเชื้อโอมิครอนเพื่อนำมาทดลองประสิทธิภาพการป้องกันของวัคซีนสูตรต่างๆ

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 64 นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการการตรวจจำแนกสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังระหว่างวันที่ 11-19 ธ.ค. 64 ทั้งหมด 1,595 ตัวอย่าง พบว่า เป็นสายพันธุ์เดลตา 1,541 ราย คิดเป็น 96.61% เป็นสายพันธุ์อัลฟา 1 ราย คิดเป็น 0.06% เป็นสายพันธุ์เบตา 1 ราย คิดเป็น 0.06% และเป็นสายพันธุ์โอมิครอน 52 ราย คิดเป็น 3.26%

สัดส่วนโอมิครอนเพิ่มขึ้นจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่อยู่ที่ 1% โดยจากการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ พบติดเชื้อเป็นสายพันธุ์โอมิครอนถึง 1 ใน 4 หรือประมาณ 25%

"การตรวจ RT-PCR 72 ชม. ก่อนมา และตรวจ RT-PCR เพียงครั้งเดียว เมื่อมาถึงประเทศไทย ยังทำให้ผู้ป่วยหลุดไปได้ เนื่องจากอยู่ในระยะฟักตัว จึงอาจพิจารณาปรับมาตรการ Test&Go" นพ.ศุภกิจ กล่าว

นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลก ระบุว่า วัคซีนเข็มบูสเตอร์จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของวัคซีน และเกิดภูมิคุ้มกันมากขึ้น สอดคล้องกับผลการวิจัยของฮ่องกง ที่ระบุว่า วัคซีนเข็มบูสเตอร์ จะช่วยทำให้ระดับแอนติบอดี้กลับมามีค่าสูงขึ้น ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็สามารถป้องกันการเสียชีวิต หรืออาการรุนแรงจากการติดเชื้อได้

"ขณะนี้กรมวิทย์ฯ อยู่ระหว่างการเพาะเชื้อโอมิครอน โดยจะนำมาทดลองในผู้ที่ฉีดวัคซีนสูตรต่างๆ ของบ้านเรา เป็นการทดลองด้วยเชื้อโอมิครอนเป็นๆ ว่าการฉีดวัคซีนสูตรต่างๆสามารถป้องกันเชื้อได้มากน้อยเท่าไร คาดว่าช่วงปีใหม่น่าจะได้ผลการทดลอง"

ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้พบสัดส่วนผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้าประเทศ ในรูปแบบ Test & Go เพิ่มขึ้น 2 เท่า เทียบระหว่างเดือนพ.ย. และธ.ค. รวมทั้งตรวจพบสายพันธุ์โอไมครอนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สธ. จึงได้จัดทำข้อเสนอต่อศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) พิจารณาชะลอการเดินทางเข้าประเทศในรูปแบบ Test & Go สำหรับผู้เดินทางมาจากทุกประเทศ และพิจารณาปรับใช้มาตรการกักตัวในระบบ AQ หรือ Sandbox นาน 7-10 วันแทน

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโอไมครอน ขณะนี้พบการแพร่ระบาดแล้วทั้งหมด 89 ประเทศ และ 36 รัฐในสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้พบสายพันธุ์โอไมครอนทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือ BA.1 BA.2 และ BA.3 แต่จากภาพรวมสายพันธุ์หลักทั่วโลกยังเป็นโอไมครอนสายพันธุ์เดิม BA.1

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อลดการระบาดของโรค และชะลอการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศ ขอความร่วมมือทุกคน และทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกันป้องกัน ดูแลตนเอง โดยให้คำแนะนำ ดังนี้

1. ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และสตรีมีครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป) ให้ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยด่วน รวมทั้งการฉีดบูสเตอร์ตามเกณฑ์

2. คนไทยที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ ช่วงนี้ขอให้ชะลอการเดินทางไปต่างประเทศ หากจำเป็นต้องเดินทาง ให้ป้องกันตนเองขณะเดินทาง และขณะพำนักในต่างประเทศ อย่างเคร่งครัด เน้นปฏิบัติตนตามมาตรการ Universal Prevention

3. คนไทยเดินทางมาจากต่างประเทศและกักตัวที่บ้าน ให้รีบไปโรงพยาบาลตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้ง และกักตัวจนครบ 14 วัน

4. สถานประกอบการ หน่วยงาน ที่จะจัดงานรื่นเริงช่วงปีใหม่ ให้ดำนินการตามแนวทาง Covid Free Setting และตรวจหาเชื้ออีกครั้งด้วย Antigen Test Kit (ATK) ก่อนกลับมาทำงานหลังปีใหม่ รวมทั้งเฝ้าระวัง พนักงานทุกคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดด้วย

5. แจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ หากพบสถานบริการ สถานประกอบการ ร้านอาหารที่ให้ดื่มสุราภายในร้าน ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ Covid-Free Setting

นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้บริการประชาชน รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วย ATK รวมทั้งให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ และเพิ่มจุดให้บริการ ณ สถานีขนส่ง ในจังหวัดที่มีผู้เดินทางจำนวนมากด้วย

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้