posttoday
เงินเดือน สส.

เงินเดือน สส.

23 ธันวาคม 2553

...อรุณ จิรชวาลา

ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์คือข่าวการขึ้นเงินเดือน สส. และ สว. 14.7% ซึ่งสอดไส้ไปพร้อมกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ 5%

เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมีน้อยมากที่เห็นด้วย ที่เหลือคัดค้าน ด้วยเหตุผลว่า สภาไม่มีประสิทธิภาพบ้าง สส. และ สว. ทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือนบ้าง ทำให้เสียวินัยการคลังบ้าง รวมทั้งสภาไม่มีความชอบธรรมที่จะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง

ฟังคำชี้แจงของเหล่านักการเมืองแล้วอดขำไม่ได้ เช่น ประธานสภายืนยันว่าสภาชุดนี้ทำงานคุ้มค่า ผ่านกฎหมายสำคัญแล้วหลายฉบับ และแก้ไขปัญหาของประชาชนแล้วหลายร้อยเรื่อง ส่วนรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ ก็บอกว่า สส. เป็นอาชีพทรงเกียรติ แต่สวัสดิการโหลยโท่ย ในขณะที่นายกรัฐมนตรีย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่เป็นการขึ้นเงินเดือนให้ตนเอง สส. ชุดนี้ยังไม่ได้ประโยชน์ ต้องเลือกตั้งใหม่เสียก่อน

มีคนถามผมว่า มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ผมตอบว่า 14.7% คิดเป็นตัวเงินไม่มากนัก แต่กระแสสังคมที่ต่อต้านน่าจะสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อคุณภาพและพฤติกรรมของ สส. ในสภามากกว่า เพราะฉะนั้น ถึงจะไม่ขึ้นเงินเดือนให้ หรือลดเงินเดือนลง ก็คงไม่ช่วยแก้ปัญหาแต่ประการใด อาจซ้ำเติมให้ปัญหาหยั่งรากลึกลงด้วยซ้ำไป

ในความเป็นจริง ทุกคนทราบดีว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงยอมเสียเงินนับสิบนับร้อยล้านบาทเพื่อให้ได้เป็น สส. หรือรัฐมนตรี

ที่จริงเงินเดือน สส. และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเราไม่ได้สูงเลย ทุกคนทราบดีอีกเช่นกันว่า ค่าใช้จ่ายในการครองชีพของบุคคลเหล่านี้สูงกว่าเงินเดือนที่ได้รับหลายเท่า บางคนอยู่บ้านหลังใหญ่โต มีรถขับหลายคัน ราคาคันละหลายล้านบาท ไปไหนมาไหนมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง รวมทั้งต้องเสียภาษีสังคมประเภทเงินช่วยเหลืองานศพ งานบวช งานแต่งเป็น จำนวนมาก

วิธีหารายได้เสริมของนักการเมืองที่ประชาชนอย่างเราพอจะทราบกันก็คือ คนที่อยู่ในตำแหน่งที่คอร์รัปชันได้ก็คอร์รัปชัน ที่เหลือก็รับเงินเดือนหรือส่วนแบ่งจากรัฐมนตรี และจากนายทุนพรรคอีกทีหนึ่ง

ก่อนจะเสนอทางแก้ ผมขอให้ข้อสังเกตบางประการ ดังนี้

หนึ่ง โครงสร้างเงินเดือนในภาครัฐต่างจากของภาคเอกชนเป็นอันมาก กล่าวคือ ในระบบเอกชน เงินเดือนกับความรับผิดชอบจะมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกันมากกว่า เช่น ผู้บริหารสูงสุดอาจมีเงินเดือนสูงกว่าระดับรองเป็นเท่าตัว และสูงกว่าระดับเจ้าหน้าที่หลายสิบเท่า เป็นต้น

ในขณะที่ในภาครัฐ แม้ว่าเด็กจบปริญญาใหม่ๆ ที่เข้ามารับราชการในปีแรกๆ จะมีเงินเดือนไม่ต่างจากเอกชนมากนัก เช่น ประมาณเดือนละหนึ่งหมื่นบาทเหมือนกัน แต่พอทำไปนานๆ และผ่านการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งหลายครั้ง ความแตกต่างจะมากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงจุดสุดยอด คือตำแหน่งปลัดกระทรวง หรือแม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เงินเดือนก็ยังอยู่ในระดับแสนบาทต้นๆ ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเอกชนอาจได้มากกว่านั้นหลายเท่า

สอง รัฐบาลในอดีตได้แก้ปัญหาเรื่องผลตอบแทนกับความรับผิดชอบให้กับรัฐวิสาหกิจกลุ่มใหญ่ไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่แปลงเป็นบริษัทจำกัดและเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซีอีโอของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ บางคนมีเงินเดือนสูงกว่านายกรัฐมนตรีกว่าสิบเท่า

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำให้ตัวเองมีเงินเดือนแบบผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่ได้ แต่บางรายก็ได้ประโยชน์ในทางอ้อมด้วยการไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น ทำให้ได้รับเบี้ยประชุมและโบนัสกรรมการ ในปริมาณรวมกันมากกว่าเงินเดือนหลายเท่า

สาม หากนำไปเปรียบกับต่างประเทศ เงินเดือน สส. และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเรายังต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วมาก โดยประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องนี้มากที่สุด คือ สิงคโปร์ ซึ่งมีนโยบายชัดเจนที่จะให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีรายได้ไม่แพ้ผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชน เพื่อที่จะให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงาน และให้คนเหล่านี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนทั่วไปโดยไม่ต้องทุจริตคอร์รัปชัน

มีคนตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ครอบครัวและลูกหลานของนักการเมืองกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บ้านเรา มักจะมีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า บางคนอยู่ในสังคมไฮโซ และใช้เงินเป็นเบี้ย ในขณะที่ลูกหลานของคนระดับประธานาธิบดีสหรัฐ ส่วนใหญ่ก็มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนชาวบ้านทั่วไป

จากข้อสังเกตทั้ง 3 ประการข้างต้น ผมอยากให้ข้อสรุปว่า เราไม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการขึ้นเงินเดือน 14.7% ของ สส. และ สว. ในครั้งนี้มากนัก จำนวนบุคคลที่เกี่ยวข้องก็มีไม่กี่ร้อยคน ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อวินัยการคลังดังที่บางท่านเป็นห่วงแต่ประการใด

ที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันไม่ให้คนเลวเข้ามาอยู่ในสภา ซึ่งหากทำสำเร็จ ถึงจะต้องให้เงินเดือนเพิ่มเป็นเท่าตัว ผมก็ยอมด้วยความเต็มใจ

ผมมีข้อเสนอให้พิจารณา 2 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก ควรมีกระบวนการตรวจสอบประวัติของนักการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น เช่น อาชีพและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประวัติการเสียภาษี ว่าสอดคล้องกับรายได้และฐานะการเงินของครอบครัวหรือไม่

ข้อสอง ควรมีกระบวนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ว่ารายจ่ายและความเป็นอยู่ของครอบครัวนักการเมือง มีรายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับอย่างเพียงพอหรือไม่ ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง และหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วอีกหลายๆ ปี

มีคนเสนอแบบทีเล่นทีจริงว่า รัฐควรจัดที่อยู่อาศัยในรูปแบบของหมู่บ้านหรือแฟลตนักการเมือง และกำหนดให้รัฐมนตรี สส. และ สว. ทุกคนต้องย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ในที่ที่จัดให้นี้ รวมทั้งจัดให้มีการถ่ายทอดสดแบบเรียลิตีทีวีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อที่คนของประชาชนจะได้อยู่ในสายตาของประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI