posttoday
QE ยูโรโซนกู้วิกฤตความสำเร็จที่ยังห่างไกล

QE ยูโรโซนกู้วิกฤตความสำเร็จที่ยังห่างไกล

17 ธันวาคม 2553

ความคืบหน้าของวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปมีความผันแปรแบบวันต่อวัน ทำให้ต้องมีการประเมินแนวทางแก้ปัญหาและแนวทางคาดการณ์ล่วงหน้าให้ทันต่อสถานการณ์

ความคืบหน้าของวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปมีความผันแปรแบบวันต่อวัน ทำให้ต้องมีการประเมินแนวทางแก้ปัญหาและแนวทางคาดการณ์ล่วงหน้าให้ทันต่อสถานการณ์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ความคืบหน้าของวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปมีความผันแปรแบบวันต่อวัน ทำให้ต้องมีการประเมินแนวทางแก้ปัญหาและแนวทางคาดการณ์ล่วงหน้าให้ทันต่อสถานการณ์ ดังเช่นวันที่ 16 ธ.ค. บริษัท Moody’s Investors Service ขู่ที่จะลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของสเปนลงมาจากระดับ Aa1 นับเป็นข่าวร้ายล่าสุด

 

QE ยูโรโซนกู้วิกฤตความสำเร็จที่ยังห่างไกล

เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ บริษัท Standard & Poor’s เตือนที่จะลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของโปรตุเกสจากระดับ A ซึ่งนับว่าต่ำมากอยู่แล้ว และห่างจากสเปน 3 ขั้น และอิตาลี 2 ขั้น

แต่หากจะวัดกันที่เสถียรภาพโดยรวมแล้ว อิตาลียังสามารถหันหลังพิงเสาหลักทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิตาลียังนับเป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ ขณะที่สเปนและโปรตุเกสมีฐานะง่อนแง่นทั้งทางการเงินและเศรษฐกิจ จึงนับเป็นจุดอ่อนอย่างแท้จริงของยุโรป

หนทางในการพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุน (หรือนับหนึ่งคือเจ้าหนี้พันธบัตร) ต่อสเปนและโปรตุเกส จึงเหลือเพียงการกว้านซื้อพันธบัตรที่เริ่มเสื่อมถอยความน่าเชื่อถือ เพราะยิ่งนับวันสถานะหนี้ของทั้งสองประเทศยิ่งไม่น่าไว้วางใจ ทำให้หาผู้ซื้อตราสารหนี้ได้ยาก แม้อัตราผลตอบแทนจะสูงขึ้นจนทุบสถิติก็ตาม

การตอกย้ำ Moody’s Investors Service ถึง 2 วันติดต่อกัน ที่จะลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของสเปนอีกครานับเป็นปฏิกิรยาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง หลังจากที่เมื่อเดือน ก.ย. เคยหั่นระดับความน่าเชื่อถือลงมาจากระดับสูงสุดที่ Aaa มาอยู่ที่ Aa1 เนื่องจากสเปนอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรีไฟแนนซ์หนี้สินที่สูงถึงกว่า 60% ของ GDP ภายในปีหน้าได้

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ECB ยิ่งจะต้องลงมือใช้มาตรการซื้อพันธบัตรโดยเร็ว และทำให้มาตรการนี้เป็นมาตรการในเชิงรุกมากที่สุด นับตั้งแต่ ECB เคยแทรกแซงตลาดพันธบัตรเพื่อพยุงค่าเงินยูโร เมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้น ECB ทุ่มเงินไปถึง 7.2 ล้านยูโร เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลตามโครงการ Securities Market Program

ปรากฏว่าหลังจากใช้วิธีกว้านซื้อพันธบัตร อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไอร์แลนด์และโปรตุเกสปรับลดลงมา 3.75% และ 3.64% ตามลำดับ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสัญชาติสเปนและอิตาลีปรับลดลงเช่นกัน โดยลงมาอยู่ที่ 5.00% และ 4.36%

ในชั้นต้นพบว่า ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

จึงปรากฏกระแสคาดการณ์ว่า อาจมีการทุ่มเงินอีกถึง 12 ล้านล้านยูโร เพื่อซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม ทว่ากระแสนี้มีแนวโน้มต่ำมาก

การระดมซื้อพันธบัตรรัฐบาลของ ECB เป็นสิ่งยืนยันอย่างชัดเจนว่า ยุโรปกำลังดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) ตามรอยสหรัฐ

แม้จะยังผลดีทันตาเห็น แต่อาจเป็นผลดีในระยะสั้น เนื่องจาก ECB ไม่มีศักยภาพเทียบเท่ากับสหรัฐ ในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจและการเงินของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพในการอัดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการ “ปั๊มเงินกระดาษ” ได้มากเท่าที่สหรัฐปรารถนา

ในกรณีของ ECB เงินที่นำมาใช้กว้านซื้อพันธบัตรเป็นทุนรอนร่วมกันของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือกลุ่ม Eurozone ซึ่งเท่ากับว่าเงินจำนวนนี้มีสิทธิร่อยหรอลงได้ โดยที่ ECB ไม่สามารถผลิตเงินได้มากมาย (อย่างไม่รู้จบ) เท่ากับสหรัฐ เนื่องจากยุโรปมิได้ครอบครองทองคำสหรัฐปริมาณมากที่สุดในโลก หรือมีสกุลเงินอันเป็นมาตรฐานสำหรับสกุลเงินอื่นๆ ดังเช่นเงินเหรียญสหรัฐ

การกระทำของ ECB จึงเข้าทำนองอัฐยายซื้อขนมยาย เพียงแต่ยังประโยชน์ตรงที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่อกลุ่ม Eurozone

แต่ “อัฐ” ก้อนนี้มิได้มาจาก “ยาย” เพียงคนเดียวดังที่สำนวนโบราณว่าไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้วเป็นเงินที่มาจากหลายประเทศรวมกัน และหลายประเทศมิได้มีความเต็มใจที่จะให้ ECB นำเงินจำนวนนี้มาซื้อพันธบัตรของประเทศที่ล้มเหลวในทางการเงิน แม้ว่าความล้มเหลวนั้นอาจยังผลให้เงินยูโรต้องเสื่อมถอยก็ตาม

ความขัดแย้งนี้เริ่มก่อตัวอย่างรุนแรงและไม่เพียงกระทบต่อแนวโน้มระยะยาวของความพยายามกู้วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป แต่ยังทำให้ความเชื่อมั่นต่อ Eurozone ถดถอยลง ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศสโลวาเกียแย้มว่า อาจถอนตัวจากการร่วมใช้เงินยูโร

รอยร้าวนี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนความสำเร็จของมาตรการ QE เวอร์ชันยุโรป ซึ่งถือเป็นมาตรการเฉพาะหน้าในการกอบกู้สถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤตการเงินการคลัง

เพราะการซื้อพันธบัตรของ ECB มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนเร่ซื้อตาม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการจุดชนวนให้เกิดความเชื่อมั่น แต่หากยุโรปไม่มั่นใจกันเองแล้ว คงหานักลงทุนที่เชื่อมั่นในยุโรปได้ยากเช่นกัน

ส่วนวิธีการแก้ปัญหาในระยะยาวที่สหภาพยุโรปกำหนดให้ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม คือการเคร่งครัดในวินัยทางการเงิน และเป็นเงื่อนไขที่พ่วงมากับมาตรการช่วยเหลือให้กับบางประเทศ ดังเช่นกรีซและไอร์แลนด์ และในอีกไม่นานสเปนและโปรตุเกสอาจต้องยอมรับเงื่อนไขนี้เช่นกัน

แต่แล้ววิธีการนี้แสดงให้เห็นถึงความลักลั่นอย่างสุดขีด เนื่องจากการเคร่งครัดในวินัยทางการเงิน หมายถึงการลดงบประมาณภาครัฐอย่างมหาศาล ซึ่งรวมถึงงบประมาณสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่า หากยุติการกระตุ้นเศรษฐกิจ สถานการณ์แวดล้อมจะยิ่งเลวร้ายลง ดังเช่น สเปนที่มีอัตราการว่างงานสูงถึง 20%

และยังน่าเสียดายที่มาตรการ QE ของยุโรปไม่ขลังพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา