
ครม.เห็นชอบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ครม.ไม่สนเอกชน มีมติเห็นชอบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 8-17 บาท มีผล 1 ม.ค. 2554 ย้ำต้องการจัดระบบเงินเดือนให้เป็นสากลเทียบกับประเทศที่มีศักยภาพแบบประเทศไทย
ครม.ไม่สนเอกชน มีมติเห็นชอบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 8-17 บาท มีผล 1 ม.ค. 2554 ย้ำต้องการจัดระบบเงินเดือนให้เป็นสากลเทียบกับประเทศที่มีศักยภาพแบบประเทศไทย
นายวัชระ กรรณิกา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้มีมติเห็นชอบการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2554 ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำฉบับที่ 5 หลังจากที่คณะกรรมการฯได้ประชุมและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นที่กฎหมายกำหนดเมื่อ 9 ธ.ค.2553 และมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคน โดยให้มีผลทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2554 เป็นต้นไป
สำหรับจังหวัดที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด คือ จ.ภูเก็ต อยู่ที่ 221 บาท/วัน ส่วนจังหวัดที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยสุด คือ จ.พะเยา อยู่ที่ 159 บาท/วัน
"นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายหลังหารือกับ รมว.แรงงานแล้ว จากที่บอกว่าจะพยายามทำให้ได้ 250 บาท/วัน แต่เนื่องจากเหตุผลความจำเป็นบางประการจึงได้สูงสุดแค่เพียง 221 บาท/วัน" นายวัชระ กล่าว
นายปณิธาน กล่าวว่า การขึ้นเงินเดือนครั้งนี้มีการชี้วัดเรื่องประสิทธิภาพการทำงานอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้เป็นเพราะเราต้องการจัดระบบเงินเดือนให้เป็นสากลเมื่อเทียบกับประเทศที่มีศักยภาพแบบประเทศไทย อีกทั้งต้องเทียบเคียงในเชิงระบบ ไม่ใช่ขึ้นตรงนี้แล้วตรงนั้นมาร้อง โดยต้องทำไปพร้อมๆกัน ทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น ข้าราชการส่วนกลางจะต้องมีระบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ให้เกิดหลายมาตรฐาน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนการขึ้นค่าตอบแทนรายเดือนให้กับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และสมาชิกนั้น ที่ประชุมครม.มีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไปอีก 1 สัปดาห์เพื่อกลับศึกษาว่าการเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้บริหาร อบต. จะกระทบต่องบพัฒนาในแต่ละท้องถิ่นหรือไม่ โดยเฉพาะในท้องถิ่นที่มีงบพัฒนาน้อย ผู้บริหารท้องถิ่นต้องอธิบายกับประชาชนถึงปัญหาที่จะตามมาได้ และต้องบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้ดี
เอกชนจี้รัฐช่วยพัฒนาฝีมือแรงงาน
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายแรงงาน กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบค่าแรงในระดับนี้ ภาคเอกชนก็คงต้องอยอมรับ และเริ่มปรับตัว โดยการหาเครื่องจักรที่ทันสมัย และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ทดแทนแรงงาน ขณะเดียวกันก็จะต้องเคี่ยวเข็ญแรงงานที่มีอยู่ให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น
"เมื่อรัฐบังคับให้เอกชนต้องจ่ายค่าแรงในระดับสูง รัฐก็จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานให้มากขึ้นกว่าเดิม อุตสาหกรรมอยู่ได้ก็จ่ายภาษี แต่พอเจ๊งไม่เห็นมีใครเข้ามาดูแล ที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วในการสะท้อนความเห็นของภาคเอกชนออกไป"นายทวีกิจ กล่าว







