
รัฐหน้ามืดภาระงบ10ปีพุ่ง3ล้านล้าน
นายกฯ ถกสำนักงบประมาณ เดินหน้ารัฐสวัสดิการแม้ยอดงบประมาณพุ่งพรวด แต่มั่นใจขยายฐานภาษีคุมรายจ่ายอยู่หมัด
นายกฯ ถกสำนักงบประมาณ เดินหน้ารัฐสวัสดิการแม้ยอดงบประมาณพุ่งพรวด แต่มั่นใจขยายฐานภาษีคุมรายจ่ายอยู่หมัด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่สำนักงบประมาณ มีการรายงานตัวเลขงบประมาณในอีก 10 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท สูงกว่าปัจจุบันในปี 2554 ซึ่งมีภาระงบประมาณรายจ่าย 2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้รวมตัวเลขภาระโครงการรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ประกันภัยพืชผล ประกันรายได้ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ถนน แหล่งน้ำ การสร้างโรงพยาบาล รวมถึงภาระหนี้สินต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้หมดแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมหามาตรการดูแลเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐให้คุ้มค่าและโปร่งใส ตรวจสอบได้ สามารถจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ ซึ่งทางสำนักงบประมาณได้รายงานว่า ได้มีการเพิ่มเครื่องมือในการตรวจสอบ ได้แก่ การบอกพิกัด GIS เพื่อแจ้งพื้นที่ที่ขอเบิกจ่ายงบประมาณให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เสียภาษีว่ารัฐมีการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง
ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า ต้องการให้งบประมาณกลับมาสมดุลก่อนปี 2559 เพราะการขาดดุลงบประมาณก็อยู่ในวิสัยที่ค่อยๆ ลดช่องว่างลงได้
“เรามีตัวเลขของประชากรที่พอจะคาดประมาณได้ว่าภาระเรื่องของการเรียนฟรี เรื่องสุขภาพจะเป็นอย่างไร แล้วก็จะเพิ่มเรื่องของการจัดเก็บรายได้ โดยมีมาตรการที่จะลดหรือว่าประหยัดในเรื่องของรายจ่าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ก็ยังตั้งเป้าว่าน่าจะทำได้ก่อนปี 2559” นายกรัฐมนตรี กล่าว
สำหรับความจำเป็นในการขยายการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มเป็น 10% นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณา ยังเชื่อว่าการเติบโตของการจัดเก็บรายได้ภายใต้อัตราปัจจุบันน่าจะสามารถกลับสู่ภาวะสมดุลได้ ส่วนเรื่องของการปรับปรุงทางด้านภาษี กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา ซึ่งภาษีที่มีการอนุมัติไปแล้วเป็นภาษีในเชิงความเป็นธรรม คือ ภาษีทรัพย์สิน และภาษีที่ดิน
ขณะที่การจัดเก็บภาษีใหม่ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่ง พร้อมระบบการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น เพื่อจูงใจให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ส่วนการยกเลิกการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ได้หารือว่าเป็นแนวคิดหนึ่งที่จะไปเปรียบกับกรณีเครื่องมือที่มีบีโอไออยู่ แต่ว่าจะปรับลดภาษีนิติบุคคล
ส่วนประเด็นที่ว่าสัดส่วนงบลงทุนกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเป็นเท่าไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 16 – 17 และถ้าเราใช้แนวทางของ PPP มากขึ้นก็อาจจะต้องไปดูตัวนั้นประกอบ มากกว่าจะไปยึดเฉพาะการลงทุนที่มาจากงบประมาณภาครัฐอย่างเดียว สำหรับกรณีการปรับโครงการงบเหลื่อมปีจำนวน 5.3 หมื่นล้านบาทของแต่ละกระทรวงที่จะนำมาช่วยฟื้นฟูภายหลังเกิดอุทกภัยนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้การปรับเปลี่ยนงบประมาณทำได้ในภาพรวมประมาณ 6 พันล้านบาท คือรวมทั้งงบประมาณปี 2554 บวกกับงบกันเหลื่อมปี กระทรวงที่ทำได้มากที่สุดคือกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในส่วนของงบประมาณ 6 พันล้านบาทนี้ตนได้ให้ไปประเมินดูว่าจะต้องใช้อีกเท่าไร แล้วจะได้พิจารณาในมาตรการขั้นต่อไปในการที่จะให้สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางเริ่มเข้าไปดูว่าจะไปพับงบประมาณตัวไหนเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเดินหน้าเรื่องการใช้เงินภาษีจากประชาชนเพื่อตอบโจทย์ใน 3 ข้อ ได้แก่ แผนการคลังที่เน้นเรื่องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยกระทรวงการคลังต้องช่วยบริหารค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้เสียภาษี
นอกจากนี้ ยังต้องตอบโจทย์เรื่องการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันของประชาชน และต้องบริหารจัดการในด้านทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การบริหารที่ราชพัสดุ การปรับวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การแก้ปัญหาการทุจริต







