
ปรับเงินเดือน - แต่ไม่ปรับตัว ดูอีกรอบ!เงินเดือนส.ส.ใหม่
สมาชิกรัฐสภามีเกือบ 600 คน ไม่น่าโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งสภา น่าจะมีความคิดหลากหลาย ในการช่วยกันระดมความคิดออกกฎกติกาทำงานคุ้มกับการขึ้นเงินเดือน
สมาชิกรัฐสภามีเกือบ 600 คน ไม่น่าโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งสภา น่าจะมีความคิดหลากหลาย ในการช่วยกันระดมความคิดออกกฎกติกาทำงานคุ้มกับการขึ้นเงินเดือน
โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
เรื่องของค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในแวดวงการเมืองอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีการส่งสัญญาณผ่านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่าจะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในเดือนเม.ย.ปี 2554 ตามมาด้วยอาการเร่งเร้าจากกระทรวงมหาดไทยด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
แม้จะมีเสียงท้วงติงจากนายกฯให้พิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ด้วยการขึ้นเงินเดือน อบต.เป็นอำนาจตามกฎหมายของรมว.มหาดไทยในการลงนาม เสียงท้วงติงนายกฯจึงเป็นแค่ลอยตามลม
ทว่าๆเรื่องเงินๆทองๆมีการต่อยอดขยายประเด็นกันต่อไป เมื่อนายกฯโหนกระแสออกมาบอกว่า อย่างนี้ต้องพิจาณากันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน สก.สข. หว่านแหไปถึงเงินเดือนส.ส.และสว. กระทั่งจังหวะประเหมาะเหลือเกินเมื่อนายกฯแพลมแคมเปญไหลทะลักเอาใจประชาชนทุกระดับประทับใจ ทั้งการโหมประชาสัมพันธ์ จัดสวัสดิการ ให้กับแรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และการเคาะค่าแรงกรรมกรทั่วประเทศ
เมื่อประเด็นเอาใจมากันแบบสึนามิเช่นนี้ มีหรือเรื่องการปรับเงินเดือนนักการเมืองจะตกขบวน ก็ต้องถือโอกาสเกาะกระแสตามไปด้วย แม้นายกฯจะออกมายืนยันการขึ้นเงินเดือนส.ส.ไม่ได้เกิดขึ้นกับส.ส.สมัยนี้ โดยจะเขียนบทเฉพาะกาลให้ส.ส.สมัยหน้าแทน
เรื่องราวการขึ้นเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ ไม่ใช่สร้างความฮือฮาครั้งแรกในรอบปี หากแต่มีความพยายามมาตั้งการเสนอเรื่องปรับฐานเงินเดือนบุคลากรภาครัฐเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 โดยครั้งนั้น มีการเสนอร่างพระราชกฤษฏีกาปรับฐานเงินเดือนทั้งระบบ ได้แก่ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู อัยการ ตุลาการ ดาโต๊ะยุติธรรม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญ มีการแนบร่างพระราชกฤษกีกาปรับเงินเดือน ส.ส.เข้ามาด้วย
ย้อนกลับไป โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ได้นำเสนอรายงานพิเศษ ตีแผ่ รายละเอียดของร่างพระราชกฤษฏีกาปรับเงินเดือนส.ส.มาแล้ว ปรากฎว่า มีปฏิกิริยาจากนักการเมือง เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวแบบผ่านไปว่า” เป็นแค่การศึกษาเท่านั้น” ขณะที่นายกฯ โบ้ยไปว่า “ เป็นเรื่องที่ คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ(กงช.)เสนอมาเท่านั้น”
ไม่เพียงเท่านั้น ประเด็นขึ้นเงินเดือนส.ส.ยังได้ไปโผล่ในช่วงพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 โดยสมาชิกวุฒิสภาได้ซักถามรัฐบาลถึงการสอดไส้งบประมาณขึ้นเงินเดือนสมาชิกรัฐสภา แต่ก็ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน
หากสังเกต เส้นทางขึ้นเงินเดือนนักการเมือง มักเป็นเรื่องที่นักการเมืองเหนียมอายกันมาตลอด หลบๆซ่อนๆ ไม่พยายามที่จะอธิบายให้แจ่มแจ้งแดงแจ๋
เพราะเหตุใดหรือ เมื่อมีการจุดประเด็นขึ้นเงินเดือนส.ส. ถึงต้องยึกๆยักๆในการอธิบาย หรือเพราะหวั่นเสียงวิจารณ์ที่ออกไปทางต่อต้านเป็นส่วนใหญ่
ประเด็นนี้มองด้วยใจเป็นธรรม ในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น กอปรกับการทำงานที่ต้องมีแรงจูงใจ ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยต่อการดำรงชีวิต เมื่อถึงเวลาก็ต้องมีการขยับ มิใช่ยืนอยู่ในจุดเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ การขึ้นเงินเดือนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกทั้งตามข้อเท็จจริง เงินเดือนส.ส.ไม่ได้ขึ้นมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว หากเทียบกับการปรับเงินเดือนในส่วนอื่นๆ
แต่เหตุที่ฝ่ายบริหาร หรือนักการเมือง ทำตัวเหนียมอาย ก็เพราะตอบสังคมไม่ได้ในแง่ของการปรับเงินเดือนแล้วทำงานคุ้มเงินเดือนหรือไม่มากกว่า
เพราะนับตั้งแต่มีการขึ้นเงินเดือนส.ส. ถามว่า ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ เคยดำริวางกรอบกติกาประเมินการทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนที่ขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าเทียบกับองค์กรภาครัฐ ฝ่ายบริหารดูเอาจริงเอาจังวางกฎกติกา การประเมินการขึ้นเงินเดือนอย่างเข้มข้น บ้างอ้างว่าเพื่อจะได้มีข้าราชการที่มีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การพิจารณาโบนัสข้าราชการ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาพิจารณาให้คะแนนก่อนขึ้นโบนัสบ้าง เรียกได้ว่ามีการอ้างดัชนีชีวัดอะไรต่อมิอะไรประกอบการประเมินผลงาน เช่นเดียวภาคธุรกิจเอกชนต่างมีวิธีการ หลักของการประเมิน ก่อนขึ้นเงินเดือน และพิจารณาโบนัส
แต่ถามในส่วนส.ส.ที่อยู่ในสภามีการประเมินการทำงานอย่างไรที่ให้คุ้มค่าภาษีประชาชนบ้าง
หลายต่อหลายครั้งภาพที่ปรากฎในห้องประชุมสภา การลงมติร่าง พ.ร.บ.สำคัญ เต็มไปด้วยเก้าอี้มากกว่าตัวตนคนทำงาน หลายต่อหลายครั้ง ส.ส.ซึ่งมีหน้าที่หลักในการพิจารณากฎหมาย แต่กลับเอาเวลาส่วนใหญ่ไปปลุกระดมมวลชน และหลายต่อหลายครั้งท่านผู้ทรงเกียรติ หลบความตึงเครียดในสภาไปนอนสบายอยู่ในอ่างน้ำเย็นฉ่ำ
ปรากฎการณ์เหล่านี้ บรรดาผู้ทรงเกียรติต่างรู้เช่นเห็นชาติเป็นอย่างดี รับรู้ใครหลังยาว ใครโดดร่ม ใครไม่รู้จักทำหน้าที่ ใครทำในหน้าที่ไม่สมควรทำ ใครทำงานสมกับภาษีประชาชนบ้าง
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าภาพพจน์แห่งความเหลวแหลกเช่นนี้ กลับไม่ยักมีการตื่นตัวหาวิธีการกอบกู้
แม้ล่าสุดจะมีเสียงเล็กๆจากกลุ่ม 40 สว. เสนอว่า ถ้าจะขึ้นเงินเดือนจริงๆควรปรับให้แค่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้นไม่ควรขยับไปถึง 14.7 เปอร์เซนต์ หรือ ควรปรับปรุงเรื่องเบี้ยประชุมใหม่เพื่อดัดหลังพวกส.ส.หลังยาว แบบว่า ใครมาประชุมก็สมควรได้รับเบี้ยประชุม ใครไม่มาก็ไม่ควรให้ หรือแม้แต่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเสนอว่า “ถ้าอยากได้เงินเดือนเพิ่ม ส.ส.ควรปรับภาพพจน์ใหม่ด้วยการขยันทำงานให้มากขึ้น หรือควรลดสิทธิพิเศษบางอย่างออกไปบ้าง เช่น บินฟรี
ทว่า เสียงทักท้วง ข้อเสนอแนะเหล่านี้ คงเป็นแค่การจุดพลุขึ้นมาสว่างไสวในความคิดผู้คนในสังคมตามเทศกาล จากนั้นคงจางหายไป หาได้นำไปสู่ความเห็นพร้อมที่จะปรับรื้อสู่มิติใหม่
ว่าไปแล้ว สมาชิกรัฐสภามีเกือบ 600 คน ไม่น่าโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งสภา เพราะหลายคนมาจากหลายระดับทั้งลูกชาวนา จบการศึกษาปริญญาตรี ปริญาโท เป็นคหบดี มีฐานะร่ำรวย น่าจะมีความคิดหลากหลาย ในการช่วยกันระดมความคิดออกกฎกติกาทำงานคุ้มกับการขึ้นเงินเดือน หากเอาจริงเอาจังจะมีมากถึง 600 ความคิด และเมื่อมีกรอบการประเมินรองรับการขึ้นเงินเดือน เมื่อนั้น การจะขึ้นเงินเดือนในแต่ละครั้งคงไม่ทำให้ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ต้องทำตัวเป็นอีแอบ ไม่กล้าอธิบายอีกต่อไป
จึงไม่น่าเชื่อ ความคิดลักษณะนี้ ไม่อยู่ในมันสมองของสมาชิกรัฐสภา
ในเมื่อการวางกรอบกติกาใหม่รองรับการขึ้นเงินเดือนส.ส. ยากได้ยินจากบรรดาผู้ทรงเกียรติ และฝ่ายบริหาร เป็นเช่นนี้แล้วดูจะไม่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศไทย ในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อกำหนดให้ทุกภาคส่วนควรได้รับความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ
แล้วฉะไหนนักการเมืองยังคงส่งเสียงเรียกร้องเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว
********************
เอกสารวาระครม. เมื่อเดือนส.ค. 53 ปรากฎว่า มีการแนบเอกสารร่างพระราชกฤษฏีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิส ภา สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร และกรรมาธิการ
ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาเงินดือนแห่งชาติ(กงช.) ระบุว่า นอกจากจะมีการปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการทุกประเภทในสังกัดราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พนักงานราชการ และลูกจ้างของส่วนราชการ มีรายได้เพิ่มขึ้น 5 % เท่ากันทุกคนแล้ว ก็เห็นว่าควรปรับบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสว. ส.ส.ด้วย
ที่พิเศษกว่าข้าราชการประเภทอื่น เห็นจะเป็นข้อเสนอ ที่ระบุว่า การปรับบัญชีเงินเดือนสมาชิกรัฐสภาให้ปรับมากกว่า 5 เปอร์เซนต์ โดยให้เหตุผลเพื่อรักษาจุดยึดโยงของค่าตอบแทน (เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง) ระหว่างข้าราชการประเภทต่างๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งหลักขององค์กร อีกทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้รับการปรับบัญชีฯในช่วงระหว่างปี 2547-2550 ตัวอย่างเช่น อัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานรัฐสภา ที่ปัจจุบันน้อยกว่าเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับหลักการที่ กงช. และครม.เคยเห็นชอบให้ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ มีอัตราค่าตอบแทนเท่ากัน จึงต้องปรับในอัตราที่สูงกว่า 5 เปอร์เซนต์
สำหรับบัญชีเงินเดือนใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับบัญชีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่ามีการปรับขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำ 8 พันกว่าบาท ส่วนเงินเพิ่มเท่าเดิม ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดดูได้จากตารางข้างล่างนี้
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และสมาชิกวุฒิสภา
|
ตำแหน่ง |
เงินประจำตำแหน่ง (บาท/เดือน) |
เงินเพิ่ม (บาท/เดือน) |
|
ประธานสภาผู้แทนราษฎร |
75,590 |
50,000 |
|
ประธานวุฒิสภา |
74,420 |
45,500 |
|
รองประธานสภาผู้แทนราษฏร |
73,240 |
42,500 |
|
รองประธานวุฒิสภา |
73,240 |
42,500 |
|
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร |
73,240 |
42,500 |
|
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร |
71,230 |
42,330 |
|
สมาชิกวุฒิสภา |
71,230 |
42,330 |
หมายเหตุ มีผล 1 เม.ย. 2554
***********************
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
|
ตำแหน่ง |
จำนวนตำแหน่ง |
อัตรา(บาท) |
|
ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา |
1 |
57,660 |
|
ที่ปรึกษารองประธานรัฐสภา |
1 |
57,660 |
|
ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา |
2 |
57,660 |
|
ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร |
2 |
57,660 |
|
ที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภา |
เท่าจำนวนรองประธานวุฒิสภา |
47,250 |
|
ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร |
เท่าจำนวนรองประธานสภาผู้แทนราษฎร |
47,250 |
|
เลขานุการประธานรัฐสภา |
1 |
44,310 |
|
เลขานุการรองประธานรัฐสภา |
1 |
44,310 |
|
เลขานุการประธานวุฒิสภา |
1 |
44,310 |
|
เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร |
1 |
44,310 |
|
เลขานุการรองประธานวุฒิสภา |
เท่าจำนวนรองประธานวุฒิสภา |
44,310 |
|
เลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร |
เท่าจำนวนรองประธานสภาผู้แทนราษฎร |
44,310 |
|
เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร |
1 |
44,310 |
หมายเหตุ : ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งเลขานุการรัฐสภาหรือเลขานุการประธาน สภาผู้แทนราษฏรได้เพียงตำแหน่งเดียวและให้ประธานวุฒิสภาแต่งตั้งเลขานุการ รองประธานรัฐสภาหรือเลขานุการประธานวุฒิสภาได้เพียงตำแหน่งเดียว
ตารางเปรียบเทียบเงินประจำตำแหน่ง ส.ส.และส.ว. ในอัตราใหม่กับอัตราเดิม
|
ตำแหน่ง |
อัตราใหม่ |
อัตราเดิม |
|
ประธานสภาผู้แทนราษฎร |
75,590 |
65,920 |
|
ประธานวุฒิสภา |
74,420 |
64,890 |
|
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร |
73,240 |
63,860 |
|
รองประธานวุฒิสภา |
73,240 |
63,860 |
|
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร |
73,240 |
63,860 |
|
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร |
71,230 |
62,000 |
|
สมาชิกวุฒิสภา |
71,230 |
62,000 |







