posttoday
ปรับเงินเดือน - แต่ไม่ปรับตัว ดูอีกรอบ!เงินเดือนส.ส.ใหม่

ปรับเงินเดือน - แต่ไม่ปรับตัว ดูอีกรอบ!เงินเดือนส.ส.ใหม่

13 ธันวาคม 2553

สมาชิกรัฐสภามีเกือบ 600 คน ไม่น่าโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งสภา น่าจะมีความคิดหลากหลาย ในการช่วยกันระดมความคิดออกกฎกติกาทำงานคุ้มกับการขึ้นเงินเดือน

สมาชิกรัฐสภามีเกือบ 600 คน ไม่น่าโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งสภา น่าจะมีความคิดหลากหลาย ในการช่วยกันระดมความคิดออกกฎกติกาทำงานคุ้มกับการขึ้นเงินเดือน

โดย....ธรรมสถิตย์  ผลแก้ว

เรื่องของค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ  กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในแวดวงการเมืองอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีการส่งสัญญาณผ่านนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่าจะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในเดือนเม.ย.ปี 2554  ตามมาด้วยอาการเร่งเร้าจากกระทรวงมหาดไทยด้วยการปรับขึ้นเงินเดือนสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)   

แม้จะมีเสียงท้วงติงจากนายกฯให้พิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ด้วยการขึ้นเงินเดือน อบต.เป็นอำนาจตามกฎหมายของรมว.มหาดไทยในการลงนาม  เสียงท้วงติงนายกฯจึงเป็นแค่ลอยตามลม

ปรับเงินเดือน - แต่ไม่ปรับตัว ดูอีกรอบ!เงินเดือนส.ส.ใหม่

ทว่าๆเรื่องเงินๆทองๆมีการต่อยอดขยายประเด็นกันต่อไป   เมื่อนายกฯโหนกระแสออกมาบอกว่า อย่างนี้ต้องพิจาณากันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน สก.สข. หว่านแหไปถึงเงินเดือนส.ส.และสว.  กระทั่งจังหวะประเหมาะเหลือเกินเมื่อนายกฯแพลมแคมเปญไหลทะลักเอาใจประชาชนทุกระดับประทับใจ  ทั้งการโหมประชาสัมพันธ์ จัดสวัสดิการ ให้กับแรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และการเคาะค่าแรงกรรมกรทั่วประเทศ

เมื่อประเด็นเอาใจมากันแบบสึนามิเช่นนี้ มีหรือเรื่องการปรับเงินเดือนนักการเมืองจะตกขบวน ก็ต้องถือโอกาสเกาะกระแสตามไปด้วย แม้นายกฯจะออกมายืนยันการขึ้นเงินเดือนส.ส.ไม่ได้เกิดขึ้นกับส.ส.สมัยนี้ โดยจะเขียนบทเฉพาะกาลให้ส.ส.สมัยหน้าแทน  

เรื่องราวการขึ้นเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ  ไม่ใช่สร้างความฮือฮาครั้งแรกในรอบปี หากแต่มีความพยายามมาตั้งการเสนอเรื่องปรับฐานเงินเดือนบุคลากรภาครัฐเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 โดยครั้งนั้น มีการเสนอร่างพระราชกฤษฏีกาปรับฐานเงินเดือนทั้งระบบ ได้แก่ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู  อัยการ ตุลาการ ดาโต๊ะยุติธรรม  องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ    ที่สำคัญ มีการแนบร่างพระราชกฤษกีกาปรับเงินเดือน ส.ส.เข้ามาด้วย 

ย้อนกลับไป  โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ได้นำเสนอรายงานพิเศษ  ตีแผ่ รายละเอียดของร่างพระราชกฤษฏีกาปรับเงินเดือนส.ส.มาแล้ว  ปรากฎว่า มีปฏิกิริยาจากนักการเมือง เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กล่าวแบบผ่านไปว่า” เป็นแค่การศึกษาเท่านั้น”  ขณะที่นายกฯ โบ้ยไปว่า “ เป็นเรื่องที่ คณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ(กงช.)เสนอมาเท่านั้น”

ไม่เพียงเท่านั้น  ประเด็นขึ้นเงินเดือนส.ส.ยังได้ไปโผล่ในช่วงพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554  โดยสมาชิกวุฒิสภาได้ซักถามรัฐบาลถึงการสอดไส้งบประมาณขึ้นเงินเดือนสมาชิกรัฐสภา  แต่ก็ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน

หากสังเกต เส้นทางขึ้นเงินเดือนนักการเมือง มักเป็นเรื่องที่นักการเมืองเหนียมอายกันมาตลอด  หลบๆซ่อนๆ ไม่พยายามที่จะอธิบายให้แจ่มแจ้งแดงแจ๋ 

เพราะเหตุใดหรือ เมื่อมีการจุดประเด็นขึ้นเงินเดือนส.ส.  ถึงต้องยึกๆยักๆในการอธิบาย หรือเพราะหวั่นเสียงวิจารณ์ที่ออกไปทางต่อต้านเป็นส่วนใหญ่

ประเด็นนี้มองด้วยใจเป็นธรรม    ในภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น  กอปรกับการทำงานที่ต้องมีแรงจูงใจ  ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยต่อการดำรงชีวิต  เมื่อถึงเวลาก็ต้องมีการขยับ  มิใช่ยืนอยู่ในจุดเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ การขึ้นเงินเดือนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกทั้งตามข้อเท็จจริง เงินเดือนส.ส.ไม่ได้ขึ้นมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว หากเทียบกับการปรับเงินเดือนในส่วนอื่นๆ 

แต่เหตุที่ฝ่ายบริหาร หรือนักการเมือง ทำตัวเหนียมอาย ก็เพราะตอบสังคมไม่ได้ในแง่ของการปรับเงินเดือนแล้วทำงานคุ้มเงินเดือนหรือไม่มากกว่า 

เพราะนับตั้งแต่มีการขึ้นเงินเดือนส.ส.   ถามว่า ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ  เคยดำริวางกรอบกติกาประเมินการทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนที่ขึ้นหรือไม่    เพราะถ้าเทียบกับองค์กรภาครัฐ  ฝ่ายบริหารดูเอาจริงเอาจังวางกฎกติกา การประเมินการขึ้นเงินเดือนอย่างเข้มข้น บ้างอ้างว่าเพื่อจะได้มีข้าราชการที่มีประสิทธิภาพ   หรือแม้แต่การพิจารณาโบนัสข้าราชการ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาพิจารณาให้คะแนนก่อนขึ้นโบนัสบ้าง   เรียกได้ว่ามีการอ้างดัชนีชีวัดอะไรต่อมิอะไรประกอบการประเมินผลงาน   เช่นเดียวภาคธุรกิจเอกชนต่างมีวิธีการ หลักของการประเมิน  ก่อนขึ้นเงินเดือน และพิจารณาโบนัส  

แต่ถามในส่วนส.ส.ที่อยู่ในสภามีการประเมินการทำงานอย่างไรที่ให้คุ้มค่าภาษีประชาชนบ้าง

หลายต่อหลายครั้งภาพที่ปรากฎในห้องประชุมสภา  การลงมติร่าง พ.ร.บ.สำคัญ   เต็มไปด้วยเก้าอี้มากกว่าตัวตนคนทำงาน      หลายต่อหลายครั้ง ส.ส.ซึ่งมีหน้าที่หลักในการพิจารณากฎหมาย แต่กลับเอาเวลาส่วนใหญ่ไปปลุกระดมมวลชน  และหลายต่อหลายครั้งท่านผู้ทรงเกียรติ หลบความตึงเครียดในสภาไปนอนสบายอยู่ในอ่างน้ำเย็นฉ่ำ 

ปรากฎการณ์เหล่านี้ บรรดาผู้ทรงเกียรติต่างรู้เช่นเห็นชาติเป็นอย่างดี  รับรู้ใครหลังยาว ใครโดดร่ม  ใครไม่รู้จักทำหน้าที่ ใครทำในหน้าที่ไม่สมควรทำ  ใครทำงานสมกับภาษีประชาชนบ้าง   

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าภาพพจน์แห่งความเหลวแหลกเช่นนี้ กลับไม่ยักมีการตื่นตัวหาวิธีการกอบกู้  

แม้ล่าสุดจะมีเสียงเล็กๆจากกลุ่ม 40 สว.   เสนอว่า ถ้าจะขึ้นเงินเดือนจริงๆควรปรับให้แค่ 10 เปอร์เซนต์เท่านั้นไม่ควรขยับไปถึง 14.7 เปอร์เซนต์    หรือ ควรปรับปรุงเรื่องเบี้ยประชุมใหม่เพื่อดัดหลังพวกส.ส.หลังยาว แบบว่า ใครมาประชุมก็สมควรได้รับเบี้ยประชุม   ใครไม่มาก็ไม่ควรให้     หรือแม้แต่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเสนอว่า “ถ้าอยากได้เงินเดือนเพิ่ม ส.ส.ควรปรับภาพพจน์ใหม่ด้วยการขยันทำงานให้มากขึ้น  หรือควรลดสิทธิพิเศษบางอย่างออกไปบ้าง เช่น บินฟรี

ทว่า เสียงทักท้วง ข้อเสนอแนะเหล่านี้ คงเป็นแค่การจุดพลุขึ้นมาสว่างไสวในความคิดผู้คนในสังคมตามเทศกาล จากนั้นคงจางหายไป  หาได้นำไปสู่ความเห็นพร้อมที่จะปรับรื้อสู่มิติใหม่

ว่าไปแล้ว  สมาชิกรัฐสภามีเกือบ 600 คน ไม่น่าโง่เขลาเบาปัญญากันทั้งสภา เพราะหลายคนมาจากหลายระดับทั้งลูกชาวนา จบการศึกษาปริญญาตรี ปริญาโท  เป็นคหบดี มีฐานะร่ำรวย  น่าจะมีความคิดหลากหลาย ในการช่วยกันระดมความคิดออกกฎกติกาทำงานคุ้มกับการขึ้นเงินเดือน    หากเอาจริงเอาจังจะมีมากถึง 600 ความคิด  และเมื่อมีกรอบการประเมินรองรับการขึ้นเงินเดือน  เมื่อนั้น การจะขึ้นเงินเดือนในแต่ละครั้งคงไม่ทำให้ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ต้องทำตัวเป็นอีแอบ ไม่กล้าอธิบายอีกต่อไป 

จึงไม่น่าเชื่อ ความคิดลักษณะนี้ ไม่อยู่ในมันสมองของสมาชิกรัฐสภา 

ในเมื่อการวางกรอบกติกาใหม่รองรับการขึ้นเงินเดือนส.ส. ยากได้ยินจากบรรดาผู้ทรงเกียรติ และฝ่ายบริหาร เป็นเช่นนี้แล้วดูจะไม่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศไทย ในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม  ที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อกำหนดให้ทุกภาคส่วนควรได้รับความเสมอภาค  ลดความเหลื่อมล้ำ 

แล้วฉะไหนนักการเมืองยังคงส่งเสียงเรียกร้องเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว

********************

เอกสารวาระครม. เมื่อเดือนส.ค. 53    ปรากฎว่า มีการแนบเอกสารร่างพระราชกฤษฏีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิส ภา สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร และกรรมาธิการ

ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาเงินดือนแห่งชาติ(กงช.) ระบุว่า นอกจากจะมีการปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการทุกประเภทในสังกัดราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พนักงานราชการ และลูกจ้างของส่วนราชการ มีรายได้เพิ่มขึ้น 5 % เท่ากันทุกคนแล้ว ก็เห็นว่าควรปรับบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสว. ส.ส.ด้วย

ที่พิเศษกว่าข้าราชการประเภทอื่น  เห็นจะเป็นข้อเสนอ ที่ระบุว่า การปรับบัญชีเงินเดือนสมาชิกรัฐสภาให้ปรับมากกว่า 5 เปอร์เซนต์  โดยให้เหตุผลเพื่อรักษาจุดยึดโยงของค่าตอบแทน (เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง) ระหว่างข้าราชการประเภทต่างๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งหลักขององค์กร    อีกทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้รับการปรับบัญชีฯในช่วงระหว่างปี 2547-2550  ตัวอย่างเช่น อัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานรัฐสภา ที่ปัจจุบันน้อยกว่าเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี  ซึ่งขัดกับหลักการที่ กงช. และครม.เคยเห็นชอบให้ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ มีอัตราค่าตอบแทนเท่ากัน จึงต้องปรับในอัตราที่สูงกว่า 5 เปอร์เซนต์  

สำหรับบัญชีเงินเดือนใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับบัญชีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่ามีการปรับขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำ 8 พันกว่าบาท   ส่วนเงินเพิ่มเท่าเดิม ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดดูได้จากตารางข้างล่างนี้

บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร และสมาชิกวุฒิสภา

ตำแหน่ง 

เงินประจำตำแหน่ง (บาท/เดือน)

เงินเพิ่ม (บาท/เดือน)

ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

75,590 

50,000

ประธานวุฒิสภา

74,420

45,500

รองประธานสภาผู้แทนราษฏร

73,240   

42,500

รองประธานวุฒิสภา  

73,240  

42,500

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร 

73,240  

42,500

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

71,230

42,330

สมาชิกวุฒิสภา

71,230

42,330

      

 หมายเหตุ   มีผล 1 เม.ย. 2554 

***********************

บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง

ตำแหน่ง

จำนวนตำแหน่ง

อัตรา(บาท)

ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา  

1

57,660

ที่ปรึกษารองประธานรัฐสภา

1

57,660

ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา 

2

57,660

ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร  

2

57,660

ที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภา 

เท่าจำนวนรองประธานวุฒิสภา

47,250

ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

เท่าจำนวนรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

47,250

เลขานุการประธานรัฐสภา

1

44,310 

เลขานุการรองประธานรัฐสภา

1

44,310 

เลขานุการประธานวุฒิสภา 

1

44,310

เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร 

1

44,310

เลขานุการรองประธานวุฒิสภา

เท่าจำนวนรองประธานวุฒิสภา

44,310

เลขานุการรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

เท่าจำนวนรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

44,310

เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

1

44,310

หมายเหตุ : ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งเลขานุการรัฐสภาหรือเลขานุการประธาน สภาผู้แทนราษฏรได้เพียงตำแหน่งเดียวและให้ประธานวุฒิสภาแต่งตั้งเลขานุการ รองประธานรัฐสภาหรือเลขานุการประธานวุฒิสภาได้เพียงตำแหน่งเดียว

ตารางเปรียบเทียบเงินประจำตำแหน่ง ส.ส.และส.ว. ในอัตราใหม่กับอัตราเดิม

ตำแหน่ง

อัตราใหม่

อัตราเดิม

ประธานสภาผู้แทนราษฎร

75,590

65,920  

ประธานวุฒิสภา

74,420

64,890 

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

73,240

63,860 

รองประธานวุฒิสภา

73,240

63,860

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

73,240

63,860

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

71,230

62,000

สมาชิกวุฒิสภา

71,230

62,000 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน