
จีนรัดเข็มขัดเงินกู้ ปฏิบัติการณ์ตัดตอนฟองสบู่
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในที่สุดรัฐบาลจีนก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป ประกาศเพิ่มสัดส่วนทุนสำรองสำหรับธนาคารอีก 0.5% มาอยู่ที่ 15% อีกทั้งยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยสำหรับตั๋วเงินคลังอายุ 1 ปี
มาตรการเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อปล่อยลมออกจากฟองสบู่ที่เริ่มก่อตัวในตลาดอสังหาริมทรัพย์จนสุ่มเสี่ยงกับการแตกโพละ บวกกับปริมาณเงินกู้จากธนาคารที่เอ่อล้นระบบการเงิน (ช่วง 10 เดือน ปี 2552 สูงถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) จนอาจกลายเป็นวิกฤตการเงิน
ไม่เฉพาะความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่แตกเท่านั้น แต่ยังเริ่มมีความเสี่ยงจากภาวะราคาสินค้าในตลาดเพิ่มสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคปรับขึ้นมา 0.6% ช่วงเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว นับเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือน
ราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาอาหารเป็นประเด็นเปราะบางอย่างยิ่ง เพราะจีนต้องเลี้ยงประชากรถึง 1,300 ล้านคน หากราคาอาหารแพง มีสิทธิที่จะเกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจนรัฐบาลเริ่มคุมไม่อยู่
นี่คือความกังวลและเหตุผลที่รัฐบาลจีนต้องสร้าง “เซอร์ไพรส์” ด้วยมาตรการชะลอเงินกู้และตลาดอสังหาฯ
จากการสำรวจความเห็นโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่านักวิเคราะห์คาดหวังท่าทีเช่นนี้ของจีน แต่ไม่คาดหวังว่าจีนจะลงมืออย่างฉับพลันจนเข้าขั้น “เซอร์ไพรส์” เพราะเล็งไว้ว่ามาตรการชะลอความร้อนแรงอาจเริ่มต้นในเดือนเม.ย.นี้
แต่ไม่น่าประหลาดใจแต่ประการใด เพราะจีนมักตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วน เพื่อเบี่ยงเบนความหิวกระหายของนักฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงนักเก็งกำไรรูปแบบต่างๆ ที่จะเข้ามาถล่มระบบการเงินและตลาดกลุ่มต่างๆ ของจีน
แต่จะเรียกการตัดสินใจเช่นนี้ว่า “หักดิบ” ยังนับว่าไม่ใกล้เคียงนัก เพราะหากเทียบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทุ่มเงินลงไปถึง 4 ล้านล้านหยวน มาตรการล่าสุดถือเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ของมาตรการชะลอความร้อนแรง อันเป็นผลพวงมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
คำถามสำคัญก็คือ การเริ่มต้นมาตรการชะลอความร้อนแรงครั้งนี้ ถือว่าล่าช้าไปหรือไม่ หรือจะได้ผลมากน้อยเพียงใด?
เมื่อพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของจีนเมื่อปีที่แล้วที่ 8.3% (ตัวเลขคาดการณ์ของรัฐบาล) ถือว่ายังไม่ช้าเกินไป และอาจกล่าวได้ว่าระยะเวลาปรับใช้มีความพอเหมาะพอเจาะกับแนวโน้มในอนาคตและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาในอดีต เนื่องจากจีนยังต้องการแรงผลักดันจากมาตรการกระตุ้น
แต่เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวถึงเลข 2 หลัก รัฐบาลอาจชะลอมาตรการกระตุ้นจนถึงระยะสุดท้ายพอดี ซึ่งหมายความว่าจีนจะไม่เผชิญกับภาวะร้อนแรงจนฟองสบู่แตก หรือเกิดจลาจลจากภาวะเงินเฟ้อ
ส่วนผลสำเร็จของมาตรการชะลอระยะแรกเริ่มของจีนยังอาจประเมินได้ยาก แต่หากเปรียบเทียบกับสหรัฐ อาจให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะนี้อัตราทุนสำรองสำหรับธนาคารของสหรัฐอยู่ที่ 10% ส่วนอัตราทุนสำรองสำหรับธนาคารในจีนล่าสุดขึ้นมาที่ 15% ส่งผลให้ระดับเงินปล่อยกู้ในสหรัฐยังอยู่ในระดับที่สูงมาก
ทั้งๆ ที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นผู้นำรายแรกที่เตือนให้นานาประเทศรีบถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ!
สาเหตุที่ทำให้ระดับเงินกู้ในสหรัฐยังไม่ปรับลดลงนั้น ไม่ใช่เพราะอัตราทุนสำรองที่ต่ำกว่าจีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากอำนาจของรัฐบาลในการ “บงการ” ธนาคารและสถาบันการเงินโดยรัฐบาลจีน
ที่จีนสามารถชี้นำธนาคารในประเทศได้นั้น เป็นเพราะธนาคารส่วนใหญ่อยู่ในฐานะ “รัฐวิสาหกิจ” ขณะที่รัฐบาลสหรัฐไม่อยู่ในฐานะเช่นนั้น เพราะนอกจากภาคธุรกิจและภาครัฐจะต้องแยกกันอย่างเด็ดขาดเท่านั้น แต่ยังถือว่าขัดต่อหลักการตลาดเสรีที่รัฐควรเข้ามาแทรกแซงตลาดให้น้อยที่สุด หรือไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามแม้แต่น้อย
ความสำเร็จของจีนที่เหนือกว่าสหรัฐอีกประการคือ คุณภาพของเงินกู้
ขณะนี้คุณภาพหนี้ในธนาคารชั้นนำของจีนดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสหรัฐหรือกระทั่งยุโรป นายหวางเจ้าซิง รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการธนาคารของจีนยังเปิดเผยว่า ระดับหนี้เสีย (NPL) ในธนาคารจีนยังอยู่ในระดับปกติ
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของสหรัฐจะพบว่าย่ำแย่กว่ากันมาก ดังที่ผลสรุปการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ที่เตือนไว้ว่า “ระดับหนี้เสียกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในหมู่ธนาคารขนาดเล็กและธนาคารระดับท้องถิ่น และเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเงินกู้อสังหาริมทรัพย์”
แม้ประสิทธิภาพของการจัดการกับเงินกู้จะแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วผลกระทบของเงินกู้ต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์คือความเสี่ยงร่วมกันของจีนและสหรัฐ ล่าสุด สัดส่วนเงินกู้อสังหาฯ ในจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของเงินกู้ทั้งหมด
สำหรับแนวโน้มต่อไปของมาตรการชะลอความร้อนแรงของจีนยังต้องเพ่งเล็งไปที่ธนาคารกลางจีน หรือ PBOC ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในปี 2552 ที่อาจพุ่งขึ้นมาถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐจาก 1.95 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2551
ทุนสำรองที่เพิ่มสูงขึ้นจะยังผลให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น (อาจแข็งค่าขึ้นต่อเหรียญสหรัฐถึง 35% ในปีนี้) บวกกับปริมาณเงินในระบบที่ยังสูงมากจากตัวเลขช่วงสัปดาห์แรกของปีนี้ จะกดดันให้ธนาคารกลางจีนต้องใช้มาตรการทางการเงินที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงมาตรการชะลอความร้อนแรงในระดับต่อๆ ไปจะออกมาอย่างต่อเนื่อง
หากธนาคารกลางจีนนอนใจแล้ว เงื่อนไขจากภายนอกอาจกลายเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ภาวะฟองสบู่ยังพองตัวต่อไป เงื่อนไขภายนอกที่ว่านี้ คือเงินทุนจากต่างประเทศที่เกาะกระแสเงินหยวน เพื่อเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงพยายามสกัดกั้นเงินร้อน (Hot Money) หรือเงินเก็งกำไรจากต่างประเทศ เพราะลำพังการเพิ่มทุนสำรองของธนาคารเพื่อชะลอเงินกู้ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากเป็นเพียงมาตรการรองรับภายใน
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจีนจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งจัดการกับเงินร้อน เพียงแต่สั่งการให้ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นักลงทุนจึงอาจสงวนท่าทีต่อจีนในระยะหนึ่ง เพราะยังไม่ชัดว่าจีนจะทำ “เซอร์ไพรส์” งัดมาตรการรูปแบบใดมาใช้
แต่ที่ไม่เซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน คือ ในปีนี้เศรษฐกิจจีนอาจจะร้อนแรงเกินไปอย่างยากจะปฏิเสธได้







