
ศก.ปี '53 เอเซียติดไฟ กับภัยเสี่ยงในอนาคต
เศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ ขยายตัวอย่างคึกคักตามความคาดหมาย ด้วยอัตราการเติบโตที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินไว้ที่ 8.8% ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่าอัตรา 10.4% เมื่อปี 2550แต่ยังนับว่าดีมาก หากพิจารณาว่าเอเชียใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้
เศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ ขยายตัวอย่างคึกคักตามความคาดหมาย ด้วยอัตราการเติบโตที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินไว้ที่ 8.8% ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่าอัตรา 10.4% เมื่อปี 2550แต่ยังนับว่าดีมาก หากพิจารณาว่าเอเชียใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ ขยายตัวอย่างคึกคักตามความคาดหมาย ด้วยอัตราการเติบโตที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินไว้ที่ 8.8% ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่าอัตรา 10.4% เมื่อปี 2550แต่ยังนับว่าดีมาก หากพิจารณาว่าเอเชียใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้
ADB ยังยืนยันด้วยว่า เอเชียได้ผ่านพ้นการดีดตัวและทิ้งตัวของกราฟเศรษฐกิจในรูปตัว V เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่า ภูมิภาคนี้รอดพ้นโอกาสที่จะกลับไปเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อนเป็นที่แน่นอนแล้ว
เพียงแต่ในปีหน้า อัตราการขยายตัวจะอ่อนแรงลงเล็กน้อย คาดว่าจะอยู่ที่ 7.3%
ADB เตือนว่า “ความเสียหายอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่จะกินระยะยาวนานกว่าจะสามารถเยียวยาได้”
คำเตือนนี้ สะท้อนว่า แม้เอเชียจะยืนหยัดได้อีกครั้ง แต่ส่วนอื่นๆ ของโลกยังจมปลักกับแรงเฉื่อยที่ยังหลงเหลืออยู่จากวิกฤตครั้งล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฟื้นตัวที่ไร้เสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐ
แต่ปัจจัยดังกล่าว มิใช่เงื่อนไขเดียวที่จะกระทบกระเทือนอนาคตอันสดใสของเอเชีย
หากปัจจัยประการแรกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐ ปัจจัยที่สอง คือ ภาวะว่างงานรุนแรงในหลายประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่สหรัฐยังแก้ไม่ตก
จากข้อมูลที่รวบรวมจากองค์กรแรงงานสากล (ILO) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) พบว่า อัตราว่างงานในปีนี้คาดว่าจะขยับสูงขึ้นมาในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่นที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5% ฟิลิปปินส์ที่ 7.3% เกาหลีใต้ที่ 4.1% ฮ่องกง 4.3% และไต้หวันที่ 5.80%
ยังไม่นับอีกหลายประเทศที่ยังไม่ประเมินอัตราว่างงานสำหรับปีนี้ แต่อัตราเมื่อปีที่แล้วอยู่ในระดับสูงมาก เช่น อินโดนีเซียที่ 8% หรือสิงคโปร์ที่ 4.3%
หากเทียบกับอัตราว่างงานในยุโรปที่สูงถึง 9.6% เมื่อเดือน ต.ค. และสหรัฐที่สูงถึง 9.8% ช่วงเดือน พ.ย. แล้ว ตัวเลขในเอเชียยังถือว่าไม่สูงมากนัก
แต่คำเตือนของ ADB มิได้มุ่งเฉพาะผลกระทบเพียงแค่ปีสองปี แต่สะท้อนไปนานหลายปี และในช่วงเวลาที่ภาวะว่างงานเริ่มเกาะกินเอเชีย ตัวเลขนี้อาจสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นมูลเหตุของภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจดังที่สหรัฐและยุโรปกำลังเผชิญอยู่
ปัจจัยประการที่สาม คือภาวะเงินเฟ้อเริ่มปรับสูงขึ้น ยกเว้นญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญกับภาวะเงินฝืด
ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของเอเชียขยับตามอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในจีนที่ 4.4% สูงกว่ามาตรฐานที่วางไว้ที่ 3% ขณะที่อินเดียอัตราเงินเฟ้อสินค้าประเภทอาหารสูงถึง 8.6% และเคยสูงกว่า 17% มาแล้วเมื่อช่วงต้นปีนี้
หากไม่นับ 2 ประเทศนี้ สถานการณ์ของเอเชียส่วนใหญ่ยังไม่นับว่าสาหัส
แม้จะอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่ถึงเวลาที่รัฐบาลต่างๆ จะต้องพิจารณาใช้นโยบายที่เหมาะสม เพื่อสกัดกั้นผลพวงด้านลบจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ซึ่งปัญหานี้จีนซาบซึ้งดีที่สุด เพราะเมื่อปี 25492550 เคยปวดหัวกับกระแสความไม่พอใจของสาธารณชน ต่อราคาสินค้าและบริการที่ถีบตัวสูงขึ้นจนผู้บริโภคไม่อาจแบกรับได้
เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อในเอเชียมีความแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด แต่โดยรวมแล้วมีสัญญาณที่พึงรับรู้ร่วมกัน
ประการแรก ประเทศนั้นๆ มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกินกว่าสมรรถภาพที่แท้จริงที่จะรองรับการขยายตัวในอัตรานั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรน
ประการที่สอง เกิดจากภาวะสะดุดตัวของการผลิต รวมถึงความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลสืบเนื่องจากเศรษฐกิจที่คึกคักเช่นกัน
ประการที่สาม เป็นเงื่อนไขเฉพาะกาล นั่นคือ กระแสทุนไหลบ่าเข้าเอเชีย ซึ่ง ADB แสดงท่าทีสนับสนุนให้นานาประเทศใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าของทุนตามสมควร เพื่อปกป้องมิให้แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาวได้รับผลกระทบ กระนั้นมาตรการดังกล่าวควรใช้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น
เงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลที่ตกอยู่ในภัยคุกคามของภาวะเงินเฟ้อต้องจับตาอย่างไม่ลดละ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ADB ให้คำเตือนและคำแนะนำที่สุด มิใช่ปัญหาว่างงานหรือเงินเฟ้อ แต่เป็นแนวโน้มอันตรายที่เกิดขึ้นจากสงครามค่าเงินและสงครามการค้า
ADB แนะนำให้เอเชียเสริมความร่วมมือทางการเงินให้เข้มข้นยิ่งขึ้น แต่มิควรดำเนินตามแนวทางของสหภาพยุโรป ที่นำไปสู่การใช้สกุลเงินเดียว เพราะอาจไม่เหมาะสมกับเงื่อนไขของเอเชีย
สิ่งแรกที่ควรดำเนินการคือ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสหรัฐในประเด็นค่าเงินและการค้า รวมถึงพยายามสนับสนุนให้นานาประเทศ รวมถึงจีน ปรับค่าเงินของตนให้แข็งขึ้น
จะเห็นได้ว่า ข้อเสนอของ ADB เป็นหนทางในการหลีกเลี่ยงหายนะของสงครามเศรษฐกิจที่อะลุ่มอล่วยที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ขัดต่อความตั้งใจและผลประโยชน์ของเอเชียอย่างที่สุดเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น หากเอเชียจะร่วมมือกันในทางการเงินและการค้าจริง มติที่ออกมาจะขัดแย้งกับความต้องการของประเทศตะวันตกอย่างแน่นอน
กลายเป็นการเพิ่มดีกรีความร้อนแรงของการเผชิญหน้า และยิ่งเพิ่มปัญหาให้เอเชียต้องคอยเฝ้าจับตามากขึ้นไปอีก







